http://www.true100percent.com/

http://www.true100percent.com/
สั่งซื้อสินค้าอออนไลน์ ได้ง่ายๆ คลิกเลย^^ www.true100percent.com
atopalm atopiclair Beta-Curve Bio-oil BK MASK burnova cetaphil CG210 COLLA-L creatine activ Dermalis DERMALIS skincare dermatix Dr.Jill DYMABURN Ellgy eucerin EZERRA Gluta Mc Plus HAKUBI C Gel Helionof Himalaya hiruscar LA ROCHE LIPO8 MAXKIN MC PLUS mederma MEDMAKER Meiji Melloderm-HQ Neocell okamoto OMG Physiogel pico Preme SAND-M scagel scaresthetique scargel Smooth-E spectraban TOMEI Vistra vitara berich Zermix กระชับสัดส่วน กระตุ้นภูมิคุ้มกัน กันแดด ครีมบำรุงผิว เคล็ดลับสุขภาพดี เคล็ดลับหน้าขาวใส ช่วยนอนหลับ ที่ตรวจการตกไข่ ที่ตรวจครรภ์ใช้ง่าย ที่ตรวจยาบ้า บำรุงกระดูกและข้อต่อ บำรุงสุขภาพ ปากแห้ง ผมร่วง ผิวขาว ผิวแพ้ง่าย เพิ่มสมรรถภาพชาย มาส์กหน้าใส รักษาฝ้า รักษาสิว ลดน้ำหนัก ลบรอยแผลเป็น ลิปบาล์ม สมุนไพร กลูต้าไทโอน คอลลาเจน ตังถังเช่า ถังเช่า ถุงยางอนามัย ทับทิม เวย์โปรตีน AHA Aloe vera grape seed Urea อุปกรณ์การแพทย์ FOR MEN FOR WOMEN Review COSMETIC Review Vitamin

วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561

15 สาเหตุใกล้ตัว ที่ทำให้ปวดหัวทุกวัน !





อาการปวดหัวของเราที่เป็นกันอยู่ทุกวัน เชื่อไหมคะว่าอาจมีสาเหตุจากเรื่องใกล้ตัวที่เราเองก็คาดไม่ถึง และจริง ๆ แล้วเราสามารถแก้ปวดหัวได้โดยไม่ต้องพึ่งยาขนานไหน แค่ปรับแค่เปลี่ยนความคิดและนิสัยบางอย่างของเราเองนี่แหละ

อาการปวดหัวแม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงเท่าไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้รำคาญตัวเองไม่น้อย และบางคนไม่ใช่แค่ปวดหัวเท่านั้นด้วยนะคะ แต่อาการปวดขมับ ปวดเบ้าตา และอาการตึงเครียดที่ท้ายทอยก็มาเยือนด้วย โดยอาการปวดหัวที่เราเป็นกันบ่อย ๆ นั้น ไม่น้อยหรอกค่ะที่เกิดจากเรื่องใกล้ตัวซึ่งจริง ๆ แล้วเราหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นใครไม่อยากมีอาการปวดหัวทุกวัน มาลองเช็กกันว่าสาเหตุใกล้ตัวที่ทำให้เราปวดหัวบ่อย ๆ มีอะไรบ้าง และเราสามารถหลีกเลี่ยงต้นตอของอาการปวดหัวได้ด้วยวิธีไหน




1. ความเครียด

ความเครียดเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็พบเจอด้วยกันได้ทั้งนั้น ซึ่งอาการปวดหัวจากความเครียดสังเกตได้ง่าย ๆ ค่ะ โดยจะมีความรู้สึกปวดหนัก ๆ ที่ขมับทั้งสองข้าง ปวดตื้อ ๆ แต่ไม่ปวดแบบตุบ ๆ หรือบางคนอาจมีอาการปวดหัวร่วมกับปวดต้นคอ ไหล่ และหลังร่วมด้วย

โดยคนที่จะมีอาการปวดหัวแบบนี้ทุกวัน นั่นก็แปลว่าคุณกำลังตกอยู่ในความเครียด ความกดดัน หรือรู้สึกวิตกกังวลกับอะไรบางอย่าง ซึ่งหากไม่อยากทรมานกับอาการปวดหัวอีกต่อไป ลองฝึกนั่งสมาธิ สงบจิตใจ และรู้จักปล่อยวางบ้างก็ดีนะคะ




2. ติดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

ทุกวันนี้คนเราจ้องหน้าจอมากกว่ามองวิวรอบ ๆ ตัวอีกนะคะ ดังนั้นหายสงสัยได้เลยว่าทำไมตกเย็นในทุกวันถึงมีอาการปวดหัว ปวดกระบอกตารอบ ๆ ได้ นั่นก็เพราะเราใช้สายตากับเทคโนโลยีเหล่านี้มากเกินไป โดยเฉพาะคนที่เล่นมือถือในระหว่างเดินทาง จ้องจอติดกันเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งก็แน่นอนว่ามีความสั่นสะเทือนไม่มากก็น้อย แบบนี้ดวงตาก็ต้องโฟกัสสิ่งที่กำลังดูมากขึ้นไปโดยปริยาย เกร็งทั้งดวงตา ทั้งก้มคอ ความตึงเครียดเหล่านี้แหละสาเหตุหลักที่ทำให้ปวดหัวเลย !

ทว่าวิธีแก้ปวดหัวจากการติดสมาร์ทโฟนก็มีค่ะ โดยพยายามอย่าจ้องหน้าจอนานติดต่อกัน ควรเงยหน้ามาพักสายตา มองไปรอบ ๆ ตัวหาพื้นที่สีเขียวทุก ๆ 5 นาที รวมทั้งกะพริบตาให้บ่อยขึ้น และปรับแสงหน้าจอให้มีความเหมาะสม ไม่มืด ไม่สว่างเกินไปก็ช่วยได้แล้ว




3. นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานเกินไป

หนุ่ม-สาวออฟฟิศที่ต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ก็มักจะมีอาการปวดหัวหนัก ๆ รู้สึกหนักหัว และปวดกระบอกตาตุบ ๆ ร่วมกับอาการปวดคอ ไหล่ และหลัง โดยอาการมักจะมาตอนบ่ายหรือใกล้เลิกงาน บางคนอาจมีอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้อาเจียนได้ด้วยนะคะ ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดได้จากหลายสาเหตุเลยค่ะ โดยบางคนอาจมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา ถึงเวลาต้องตัดแว่น หรือเปลี่ยนเลนส์แว่นสักที เพราะสายตาตอนนี้เปลี่ยนไปไม่ตรงกับค่าเลนส์แว่นอันเดิมที่ใส่แล้ว หรือบางคนอาจทำงานหนัก นั่งติดเก้าอี้และจ้องจอคอมพ์ ไม่ยอมลุกไปไหน ขนาดกินข้าวก็ยังนั่งกินที่โต๊ะ เล่นโซเชียลผ่านหน้าจอคอมพ์ไปอีก ซึ่งก็เท่ากับว่าเราใช้สายตาไปกับจอคอมพิวเตอร์แทบจะทั้ง 8-9 ชั่วโมงที่ทำงาน ดังนั้นอาการล้าสายตา ปวดเกร็งกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวได้ด้วยนะคะ

ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราสามารถปรับพฤติกรรมเพื่อเลี่ยงอาการปวดหัวที่มีสาเหตุมาจากการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ไม่ยาก โดยพยายามพักสายตาไปมองรอบ ๆ ตัวทุก 10 นาที และลุกไปเปลี่ยนอิริยาบถทุก ๆ 1 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ




4. ติดกาแฟ

กาแฟมีคาเฟอีนที่ช่วยกระตุ้นความตื่นตัวให้ร่างกาย อันนี้ไม่เถียงค่ะ แต่รู้ไหมคะว่าการฝึกตัวเองให้ติดกาแฟหนัก ๆ อย่างคนที่ดื่มกาแฟได้วันละ 4-5 แก้วต่อวัน พฤติกรรมดังกล่าวก็เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดหัวบ่อย ๆ ได้เหมือนกันนะ เพราะปริมาณคาเฟอีนที่สะสมอยู่ในร่างกายมากเกิน จากการกินกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน จะกระตุ้นสมองส่วนกลางรัว ๆ ทำให้มีอาการปวดหัว ปวดกระบอกตาตุบ ๆ บางคนอาจมึนหัวเหมือนคนนอนไม่พอ หรืออาจพัฒนาเป็นโรคไมเกรนได้ถ้ายังไม่เลิกติดกาแฟ

5. เสพติดหมากฝรั่ง

มีใครแถวนี้ติดเคี้ยวหมากฝรั่งบ้างไหมคะ ประเภทต้องเคี้ยวหมากฝรั่งหลังมื้ออาหาร ยามง่วง ๆ หรือทุกครั้งที่รู้สึกว่าลมหายใจไม่สะอาด จะบอกให้รู้ว่าพฤติกรรมติดเคี้ยวหมากฝรั่งแบบนี้อาจเป็นต้นเหตุของอาการปวดหัวข้างเดียว แบบรู้สึกปวดขมับตุบ ๆ ร้าวลงมาถึงกรามได้ อันเนื่องมาจากภาวะกรามล้า จากการต้องบดเคี้ยวย้ำ ๆ นั่นเอง

ดังนั้นหากใครปวดหัวข้างเดียวบ่อย ๆ ในลักษณะนี้ และเดาได้ว่าอาจมีสาเหตุเพราะติดเคี้ยวหมากฝรั่ง ก็พยายามงดเคี้ยวหมากฝรั่งไปสักพัก หรืออย่างน้อยเคี้ยวให้น้อยลงหน่อยก็ยังดี




6. ดื่ม/กินของเย็นจัด

สำหรับเคสที่ปวดหัวจี๊ด ๆ ทุกวัน​โดยเฉพาะตอนดื่มน้ำเย็นเจี๊ยบหรือกินของเย็นจัด ๆ อาการนี้เรียกว่าภาวะ Brain freeze ที่จะก่อให้เกิดอาการปวดหัวจี๊ด ๆ หรือในบางคนปวดเจ็บจี๊ด ๆ ที่บริเวณขมับ อันเนื่องมาจากการรับของเย็นจัดเข้าร่างกาย จะกระตุ้นหลอดเลือดบริเวณช่องคอแถวเพดานอ่อนให้หดตัว แล้วก็เกิดการคลายตัวในเวลาถัดมา ซึ่งการหดและคลายตัวของหลอดเลือดจะส่งผลทำให้ต่อมรับความรู้สึกเจ็บปวด (Pain Receptor) ถูกกระตุ้น และส่งผลไปยังสมองและเส้นประสาท ทำให้เส้นเลือดหดเกร็งตัว ก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะจี๊ด ๆ นั่นเอง

ทว่าวิธีแก้ปวดหัวจี๊ด ๆ จากการดื่มน้ำเย็นหรือกินของเย็นจัดก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่ค่อย ๆ ดื่มน้ำเย็น หรือเล็มไอศกรีมช้า ๆ โดยแตะที่ลิ้นก่อนเพื่อให้อุณหภูมิในร่างกายได้ปรับตัวในขั้นแรก เท่านี้ก็จะช่วยหลีกเลี่ยงอาการปวดหัวจี๊ด ๆ ได้แล้วล่ะ หรือทางที่ดีพยายามดื่มน้ำที่ไม่เย็นจัดมากก็น่าจะช่วยได้เยอะเลยนะคะ

7. แบกกระเป๋าหนัก ๆ หรือยืน-นั่งจนหลังแข็ง !

ในบางอาชีพที่แทบต้องยืน เดินทำงานทั้งวันแบบไม่มีเวลานั่งพักสักเท่าไร หรือในกลุ่มนักเดินทาง นักเรียนที่ต้องแบกกระเป๋าหนัก ๆ เป็นเวลานาน ๆ กลุ่มนี้จะเกิดอาการปวดหัวตื้อ ๆ ร่วมกับอาการปวดหลังและคอได้ โดยสาเหตุก็คืออาการปวดล้ากล้ามเนื้อและกระดูกสันหลัง จะลามมาทำให้กล้ามเนื้อลำคอเกร็งปวดไปด้วยได้ ก่อให้เกิดความรู้สึกปวดหัวในเวลาต่อมา ดังนั้นลองสังเกตนะคะว่าหากเรามีอาการหลังแข็ง คอแข็ง ร่วมกับอาการปวดศีรษะแบบมึน ๆ บ่อยจนน่ากังวล ลองไปพบแพทย์หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองในเบื้องต้นก็ได้




8. ปัญหาสุขภาพฟัน

ปัญหาสุขภาพฟันก็ไม่ควรมองข้ามค่ะ เพราะอาจเป็นต้นตอของอาการปวดหัว 2 ข้าง หรือปวดหัวข้างเดียวในลักษณะปวดเหมือนมีอะไรมารัดรึงที่หัว ปวดรอบ ๆ ลูกตา ปวดร้าวแนวกรามและขากรรไกร บางรายอาจมีอาการกัดฟันในตอนกลางคืนร่วมด้วย และสัมผัสได้ถึงอาการปวดศีรษะเมื่อเอามือไปแตะที่หน้าผาก พร้อมทั้งเมื่ออ้าปากอาจมีเสียงดังกึกให้ได้ยินเบา ๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะปัญหาความผิดปกติของข้อขมับและขากรรไกรล่าง ที่ทำให้การสบฟันผิดปกติไปด้วย จนเป็นเหตุให้กล้ามเนื้อที่ควรได้รับการพักผ่อนต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นหลายเท่า นานเข้าจึงส่งสัญญาณความเมื่อยล้ามาเป็นอาการปวดหัวอย่างที่บอกไป

แต่อย่างไรก็ดี วิธีรักษาอาการปวดหัวจากสาเหตุนี้ต้องได้รับการรักษาโดยทันตแพทย์เท่านั้นค่ะ อย่าซื้อยาแก้ปวดกินเองเด็ดขาด




9. นอนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ

สำหรับคนที่จำเป็นต้องนอนดึก ตื่นแต่เช้า ร่างกายก็คงไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ จนเป็นเหตุให้เกิดอาการปวดหัวทุกเช้าหลังตื่นนอนได้ โดยอาการปวดหัวจะมีลักษณะปวดตุบ ๆ หนักศีรษะเหมือนจะลุกไม่ค่อยไหวในทุกเช้า ซึ่งนอกจากอาการปวดหัวทุกเช้าจะเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอแล้ว ยังอาจเป็นได้จากความเครียด ปัญหาสุขภาพฟัน หรือเป็นอาการเริ่มแรกของโรคไมเกรนก็ได้ด้วยนะคะ ดังนั้นลองแก้ปวดหัวด้วยการพยายามพักผ่อนให้เต็มอิ่มดูก่อน หากอาการปวดหัวยังไม่หาย ลองพบแพทย์เพื่อหาต้นตอของปัญหาที่แท้จริงให้รู้ชัดกันไปเลย

10. กินยาแก้ปวดมากเกินไป !

โดยเฉพาะยาแก้ปวดจำพวกอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) หรือไทลินอล, แอสไพริน และไอบูโพรเฟนเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมทั้งยารักษาโรคไมเกรน (Triptans) เกิน 10 วันต่อเดือนด้วย ซึ่งเมื่อเรากินยาแก้ปวดติดต่อกันนาน ๆ จนร่างกายเกิดความเคยชิน อาการปวดก็จะถูกฤทธิ์ยากดไว้ ทว่าพอฤทธิ์ยาในร่างกายหมดไป อาการปวดหัวจะฟื้นกลับมาแสดงอาการอีกครั้งในทันที ทำให้เรารู้สึกปวดหัวเกือบทุกวัน โดยปวดไปทั้งศีรษะหรือปวดขมับอย่างหนักเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการในแต่ละบุคคล และถ้าอยากหายจากอาการปวดหัวลองปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์ปรับลดขนาดยาให้เหมาะสมกับความจำเป็นของร่างกายดีกว่านะคะ



11. ปวดหัวจากการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายที่หนักมากเกินไป โดยเฉพาะหากผู้ออกกำลังกายกดดันตัวเอง หรือออกกำลังกายที่เกินกำลังสังขารของตัวเอง เคสนี้เราพบว่าเป็นต้นเหตุของอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ โดยลักษณะอาการปวดจะปวดหัวตุ้บ ๆ ทั้งศีรษะ เหมือนมีอะไรมาแทงอยู่ข้างใน หรือบางคนอาจรู้สึกปวดท้ายทอยหรือเฉพาะส่วนหน้าของศีรษะนานหลายนาที แม้จะหยุดออกกำลังกายไปแล้วอาการปวดหัวก็ยังอยู่

ซึ่งอาการปวดหัวที่กล่าวมานี้ยังสามารถเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ในระหว่างที่เราออกกำลังกายได้ด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นร้อนอบอ้าว ร่างกายของเราเหนื่อยล้าและมีอาการปวดหัวอยู่ก่อนแล้ว ออกกำลังกายหนักจนเกิดภาวะขาดน้ำ ปวดหัวจากอุปกรณ์ออกกำลังกายบางชนิดที่มีความบีบรัด ปวดหัวจากการโหม่งบอลผิดท่า หรือเป็นคนไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแล้วไปออกกำลังกายหนัก ๆ ในทันที กลุ่มนี้ก็จะเกิดอาการปวดหัวหลังออกกำลังกายได้เหมือนกันค่ะ

โดยทางแก้ก็คือตรวจเช็กอาการปวดหัวของเราก่อนว่ามีความรุนแรงขนาดไหน ปวดหัวทุกครั้งที่ออกกำลังกายเลยหรือเปล่า เมื่อค่อนข้างได้ข้อมูลที่ครบถ้วนแล้วก็ไปพบแพทย์ ซึ่งแพทย์อาจจะจ่ายยาแก้ปวดมาให้รับประทาน และแนะนำวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเราต่อไป

12. ปวดหัวเพราะกินอาหารซ้ำ ๆ เดิม ๆ

ไม่น่าเชื่อว่าพฤติกรรมบริโภคอาหารซ้ำซากจะเป็นหนึ่งในสาเหตุของอาการปวดหัวได้เหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบกินอาหารรสหวาน อาหารสำเร็จรูปเมนูเดิม ๆ หนักไปทางไขมันและชีส ผลสำรวจจาก Centers for Disease Control ก็บอกว่าอาหารไม่มีประโยชน์เหล่านี้แหละตัวดีที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวเลยล่ะ และใครไม่อยากปวดหัวบ่อย ๆ อีกต่อไป ลองเปลี่ยนมากินแป้งไม่ขัดสี ผัก ผลไม้ และอาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปดูบ้าง เชื่อสิว่าถ้าปรับพฤติกรรมแล้ว อาการปวดหัวบ่อย ๆ ของคุณจะหายไป !

13. อาการภูมิแพ้

อาการภูมิแพ้ของบางคนไม่ได้มาในรูปฟึดฟัด หายใจไม่ออก น้ำมูกน้ำตาไหล แต่มาในรูปแบบของอาการปวดหัวก็มีค่ะ โดยบางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองไวต่อสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้ ดังนั้นลองสังเกตตัวเองดูว่ารู้สึกปวดหัวตอนไหนแบบเจาะจงได้บ้าง เช่น ปวดหัวทุกครั้งที่ได้กลิ่นกาแฟ ปวดหัวทุกครั้งที่อยู่ในห้องเหม็นอับ หรือปวดหัวทุกครั้งที่เดินผ่านดงดอกไม้เยอะ ๆ และมักจะปวดหัวแบบเวียน ๆ มึน ๆ ร่วมกับอาการคัดจมูก เหมือนจะเป็นไข้ ถ้าพบว่าอาการเหล่านี้ใช่ก็พบแพทย์ได้เลย




14. ความดันโลหิตสูง

ในกรณีที่ปวดหัวทุกวัน โดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่ได้นอนไม่พอ และไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงต่ออาการปวดหัวใด ๆ เลย อาจเป็นไปได้ว่าอาการปวดหัวเรื้อรังที่คุณเป็นอยู่นั้นมีสาเหตุมาจากความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงถือเป็นภัยเงียบแสนอันตราย เพราะมักจะไม่ปรากฏอาการใด ๆ คุณอาจมีอาการปวดหัวบ่อย ๆ มึนศีรษะเป็นบางครั้ง หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ หลายคนจึงไม่เอะใจว่าอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณของโรคความดันโลหิตสูง

อย่างไรก็ตาม หากคุณมีอาการปวดหัวเรื้อรัง ร่วมกับอาการข้างเคียงดังที่กล่าวมา และเป็นบุคคลที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แนะนำให้ตรวจวัดความดันโลหิตของตัวเองเรื่อย ๆ เพื่อเช็กดูว่าความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงของเรามีมากน้อยแค่ไหน เพราะหากรู้ตัวว่าเป็นความดันโลหิตสูงในระยะเริ่มต้น เราก็พอมีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลายมากกว่าการรับประทานยาไปตลอดชีวิต ซึ่งวันนี้กระปุกดอทคอมก็มีวิธีลดความดันโลหิตตามวิถีธรรมชาติมาฝากด้วย

- 13 อาหารลดความดันโลหิตสูง ที่ทุกครัวเรือนควรมี

- สมุนไพรลดความดันโลหิตสูง พืชมหัศจรรย์ใกล้ตัว

15. ป่วยโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Disorder)

อาการปวดหัวเรื้อรังในบางเคส สามารถบอกสัญญาณของโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองในระยะเริ่มต้นได้ โดยหากคุณมีอาการปวดหัวทุกวันแต่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุตามข้อไหนในที่กล่าวมาแล้วเลย แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้งดีกว่านะคะ

อาการปวดหัวเป็นอาการป่วยสามัญที่เกิดกับทุกคนบ่อย ๆ ก็จริง แต่ภายใต้อาการปวดหัวที่เราเป็นกันต่าง ๆ นานานั้น บางกรณีก็ไม่น่าห่วงเท่าไร แต่บางกรณีก็ไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพร่างกาย ก็อย่าละเลยอาการป่วยของตัวเองเลยดีกว่านะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
elitedaily
health
womenshealthmag
boston

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

www.True100percent.com โทร 092-6161666, 02-0027539 : LINE: @mox9486f

เวชสำอางค์ ให้คุณช้อปจนจุใจ