การดูแลสุขภาพสมอง
การดูแลสุขภาพสมอง
สมอง เป็นอวัยวะที่เปรียบเสมือนกับหน่วยประมวลผลในเครื่องคอมพิวเตอร์ คอยออกคำสั่งเพื่อควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการมองการได้ยิน การรับกลิ่น การรับรส และการเคลื่อนไหวของร่างกาย รวมไปถึงการควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก ความสามารถในการเรียนรู้ และจดจำ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วเกิดจากการทำงานของสมองทั้งสิ้น สมองจึงเป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อนอย่างมาก โดยประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทจำนวนกว่าแสนล้านเซลล์ประสานกันเป็นร่างแห เพื่อใช้ในการติดต่อและส่งคำสั่งระหว่างกัน ยิ่งภายในสมองมีร่างแหของเซลล์ประสาทมากเท่าใด ก็จะยิ่งสะท้อนถึงความชาญฉลาดของสมองผู้นั้น
ในการดูแลสมอง จำเป็นต้องเลือกสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง ส่วนประกอบของสมองมากกว่าร้อยละ 60 เป็นไขมันที่หุ้มเส้นใยประสาท ทำให้เกิดการขนส่งกระแสประสาทในสมองและช่วยเพิ่มความจำ และในกระบวนการส่งกระแสประสาทต่างๆ นั้น สมองยังต้องการสารอาหารบางอย่างเป็นกลไกสำคัญให้สมองทำงานได้มีประสิทธิภาพ ถ้าเราสามารถเลือกรับประทานสารอาหารที่มีประโยชน์กับสมอง ก็จะทำให้สมองทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นํ้ามันปลา (Fish Oil)
นํ้ามันปลาเป็นสารอาหารประเภทไขมัน ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันในกลุ่ม โอเมก้า-3 (Omega-3-polyunsaturated fatty acid) ซึ่งมีกรดไขมันจำเป็นอยู่ 2 ชนิด คือ EPA (Eicosapentaenoic acid) และ DHA (Docosahexaenoic acid) มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง โดยเฉพาะ DHA
โดยพบว่าผู้ที่ได้รับกรดไขมันโอเมก้า-3 ไม่เพียงพอจะทำให้มีอาการซึมเศร้า ความจำและความสามารถในการเรียนรู้ลดลง ไอคิวต่ำ และอาจมีอาการทางจิตอื่นๆ ในทารกและเด็กที่กำลังเจริญเติบโต มีความต้องการดีเอชเอ (DHA) เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการสมอง และสายตา เนื่องจาก 40% ของกรดไขมันในสมอง และ 60% ของกรดไขมันในประสาทตา คือ ดีเอชเอ (DHA) กรณีที่ได้รับไม่เพียงพอ จะทำให้สมองมีพัฒนาการที่ไม่สมบูรณ์ เช่น สมองมีขนาดเล็ก และมีผลต่อการมองเห็น กรดไขมันโอเมก้า-3 มีมากในปลาทะเลทุกชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอเรล
สำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงสมอง เสริมความจำ เพื่อการทำงานของสมองที่มีประสิทธิภาพ ควรได้รับสารอาหารกลุ่มโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลา (EPA+ DHA) วันละ 400-1,800 มิลลิกรัมต่อวัน
เลซิติน (Lecithin)
เป็นหนึ่งในสารอาหารธรรมชาติ ที่อุดมไปด้วยสารโคลีน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการผลิตสาร สื่อประสาทที่ชื่อ อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งช่วยให้การทำงานของสมองและความจำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากเลซิตินแล้ว เรายังได้รับสารอาหารกลุ่มโคลีนจากอาหาร จำพวกไข่แดง ถั่ว ข้าวไม่ขัดสี ตับ เนื้อสัตว์ต่างๆ ปลา นม เนยแข็ง และผักโดยเฉพาะ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อคโคลี เป็นต้น สำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงสมอง หรือเสริมการทำงานของสมอง ควรได้รับเลซิตินวันละ 1,200-2,400 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ ควรได้รับเลซิตินวันละ 3,600 มิลลิกรัมต่อวัน
โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyne Q10)
ในทุกเซลล์ของร่างกายที่มีชีวิต โคเอนไซม์ คิวเทน มีความสำคัญในการสร้างพลังงานพื้นฐานของเซลล์ ทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานเป็นปกติ พบมากในอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูง โดยเฉพาะหัวใจและสมอง ซึ่งหากขาดโคเอนไซม์คิวเทน จะทำให้ร่างกายขาดพลังงานไปอย่างมาก ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์สมองทำงานผิดปกติ นอกจากความสำคัญในการสร้างพลังงานพื้นฐานของเซลล์ต่างๆ แล้ว ยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์อีกด้วย
จากการศึกษาพบว่า ระดับโคเอนไซม์คิวเทน ในสมองของคนเราจะเริ่มลดลงเมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดโรคทางสมอง เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน ซึ่งพบว่าผู้ป่วยดังกล่าวจะมีปริมาณ โคเอนไซม์คิวเทน ในสมอง ลดลง และเมื่อให้โคเอนไซม์คิวเทนเพิ่มเข้าไปแล้ว สามารถช่วยให้อาการต่างๆ ดีขึ้น และยังช่วยชะลอการดำเนินของโรคให้ช้าลงได้อีกด้วยซึ่งในแต่ละวันเราควรได้รับ 50 มิลลิกรัมขึ้นไปเพื่อป้องกันความเสื่อมของสมองแต่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางสมองนั้น ควรได้รับวันละ 100-150 มิลลิกรัม
วิตามินอี (Vitamin E)
เนื่องจากคุณสมบัติของวิตามินอี ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายได้ดีในไขมัน จึงสามารถเข้าไปทำงานในสมองที่มีส่วนประกอบหลักเป็นไขมัน และปกป้องเซลล์ประสาทไม่ให้ถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดความผิดปกติของระบบประสาท ป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อม และยังช่วยชะลอความรุนแรงของโรคได้ โดยมีการวิจัยพบว่าการรับประทานวิตามินอี สามารถป้องกัน ลดความรุนแรง และชะลอการดำเนินของโรคทางสมอง เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสันได้ โดยในแต่ละวันเราควรได้รับวิตามินอี อย่างน้อยวันละ 400 ยูนิตขึ้นไป จึงจะเพียงพอต่อการปกป้องสมอง
วิตามินบีรวม (B Group Vitamins)
วิตามินบี เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อสมอง ระบบประสาทและความสมบูรณ์ของอวัยวะต่างๆ โดยจะทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ของปฏิกิริยาต่างๆ ในร่างกาย ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องสมบูรณ์
วิตามินบีสำคัญต่อการสร้างพลังงานให้กับสมองและระบบประสาท ทำให้สมองปลอดโปร่ง โล่งสบาย อารมณ์ดีขึ้น และช่วยผ่อนคลายภาวะความเครียด โดยกลุ่มวิตามินบีที่จำเป็นมี 10 ชนิด ประกอบด้วย
• วิตามินบี 1
• บี 2
• ไนอะซิน (บี 3)
• แพนโทธีนิก แอซิด (บี 5)
• บี 6
• ไบโอติน (บี 7)
• อินโนซิทอล(บี 8)
• โฟลิกแอซิด (บี 9)
• โคลีน(บี 11)
• บี 12
แหล่งของวิตามินบี ส่วนใหญ่ได้จาก ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ตถั่ว รำข้าว ยีสต์ เครื่องในสัตว์ตับ เนื้อหมู ปลา นมเปรี้ยว และผักใบเขียว โดยร่างกายควรจะได้รับวิตามินบีแต่ละชนิด 25-300 มิลลิกรัมต่อวัน ยกเว้น วิตามินบี 7 วิตามิน บี 9 และวิตามินบี 12 ควรได้รับวันละ 25-300 ไมโครกรัม
สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย (Ginkgo Biloba)
สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย มีคุณสมบัติช่วยการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงที่สมอง ส่งผลให้นำพาออกซิเจนและอาหารไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น และยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์ประสาท จึงช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ เสริมความจำ ความคิดและการเรียนรู้ได้ สำหรับผู้ที่อายุมากขึ้นและเริ่มหลงลืม ขนาดรับประทานที่แนะนำเพื่อบำรุงสมอง คือ วันละ 40-80 มิลลิกรัม และการรักษาภาวะสมองเสื่อมขั้นเริ่มต้น แนะนำให้รับประทาน วันละ 120 มิลลิกรัม โดยควรเลือกสารสกัดจากใบแปะก๊วยที่มีการสกัดที่ได้มาตรฐานเพื่อจะได้สัดส่วนของสารสำคัญที่เหมาะสมในการดูแลสมอง
หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com
ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท
แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr
หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr
****
วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น