http://www.true100percent.com/

http://www.true100percent.com/
สั่งซื้อสินค้าอออนไลน์ ได้ง่ายๆ คลิกเลย^^ www.true100percent.com
atopalm atopiclair Beta-Curve Bio-oil BK MASK burnova cetaphil CG210 COLLA-L creatine activ Dermalis DERMALIS skincare dermatix Dr.Jill DYMABURN Ellgy eucerin EZERRA Gluta Mc Plus HAKUBI C Gel Helionof Himalaya hiruscar LA ROCHE LIPO8 MAXKIN MC PLUS mederma MEDMAKER Meiji Melloderm-HQ Neocell okamoto OMG Physiogel pico Preme SAND-M scagel scaresthetique scargel Smooth-E spectraban TOMEI Vistra vitara berich Zermix กระชับสัดส่วน กระตุ้นภูมิคุ้มกัน กันแดด ครีมบำรุงผิว เคล็ดลับสุขภาพดี เคล็ดลับหน้าขาวใส ช่วยนอนหลับ ที่ตรวจการตกไข่ ที่ตรวจครรภ์ใช้ง่าย ที่ตรวจยาบ้า บำรุงกระดูกและข้อต่อ บำรุงสุขภาพ ปากแห้ง ผมร่วง ผิวขาว ผิวแพ้ง่าย เพิ่มสมรรถภาพชาย มาส์กหน้าใส รักษาฝ้า รักษาสิว ลดน้ำหนัก ลบรอยแผลเป็น ลิปบาล์ม สมุนไพร กลูต้าไทโอน คอลลาเจน ตังถังเช่า ถังเช่า ถุงยางอนามัย ทับทิม เวย์โปรตีน AHA Aloe vera grape seed Urea อุปกรณ์การแพทย์ FOR MEN FOR WOMEN Review COSMETIC Review Vitamin

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561

งาดำ งาขาว กับประโยชน์ทางสุขภาพ


งาดำ งาขาว กับประโยชน์ทางสุขภาพ



งาดำและงาขาวเป็นเมล็ดของพืชชนิดหนึ่งที่ภายในอุดมไปด้วยน้ำมัน และยังเป็นแหล่งของโปรตีน สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินที่หลากหลาย ด้วยสารอาหารพร้อมคุณค่าที่มีอยู่มากมายทำให้เชื่อกันว่างาดำและงาขาวนั้นมีสรรพคุณในการรักษาโรคนานาชนิด



หลายคนรับประทานงาดำหรืองาขาวเพราะเชื่อในคุณประโยชน์ทางสุขภาพ เช่น รักษาเบาหวาน อัลไซเมอร์ มะเร็ง ข้อเข่าอักเสบ กระดูกเสื่อม วัยทอง ภาวะมีบุตรยาก ลดระดับคอเลสเตอรอล ลดน้ำหนัก บรรเทาอาการปวด ท้องผูก ป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ส่วนน้ำมันงานั้นถูกนำมาใช้ทาเพื่อชะลอความเสื่อมโทรมของผิวหนัง รักษาผมร่วง คลายความกังวล ฯลฯ แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าประโยชน์เหล่านี้เป็นเรื่องจริง และปัจจุบันทางการแพทย์แนะนำให้ใช้ได้อย่างปลอดภัยแล้วหรือยัง

ประโยชน์ทางโภชนาการของงาดำและงาขาว

อาการไอ จากการระบุประสิทธิภาพการรักษาโรคของเมล็ดงาโดยฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าช่วยบรรเทาอาการไอ นับเป็นประโยชน์ข้อเดียวของงาดำและงาขาวที่มีข้อมูลมากที่สุดในปัจจุบัน โดยอยู่ในระดับที่อาจได้ผล (Possibly Effective) ต่างจากโรคชนิดอื่น ๆ ที่ยังศึกษาไม่มากพอจะระบุประสิทธิภาพในการรักษาได้ (Insufficient Evidence)

การศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณของงาดำและงาขาวที่ช่วยรักษาอาการไอ เป็นการทดลองในเด็กอายุ 2-12 ปี จำนวน 107 คน ที่มีอาการไอจากโรคหวัด โดยให้รับประทานน้ำมันงา 5 มิลลิลิตรก่อนนอนติดต่อกัน 3 วัน เพื่อลดความรุนแรงและความถี่ของการไอ ผลลัพธ์พบว่าในวันแรกอาการไอของเด็กที่รับประทานน้ำมันงาดีขึ้นกว่ากลุ่มรับประทานยาหลอก แต่อยู่ในระดับไม่มากนัก และเมื่อผ่านไป 3 วัน เด็กทั้ง 2 กลุ่มต่างมีอาการดีขึ้น และไม่พบว่าการใช้น้ำมันงาก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ หากต้องการใช้แก้อาการไอจึงน่าจะใช้ได้อย่างปลอดภัยในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนนอนดังการทดลอง

ลดระดับคอเลสเตอรอล น้ำมันงาเป็นหนึ่งในน้ำมันจากพืชที่กล่าวกันว่าดีต่อสุขภาพ โดยเชื่อว่าอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งเป็นไขมันชนิดดีที่อาจช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลและในน้ำมันงานี้ยังพบไขมันอิ่มตัวในปริมาณน้อย

งานวิจัยหนึ่งยืนยันถึงประสิทธิภาพด้านนี้ของน้ำมันงาเปรียบเทียบกับน้ำมันมะกอก โดยให้ผู้ที่มีภาวะคอเลสเตอรอลสูง 48 คนเข้าโปรแกรมรับประทานอาหารเพื่อลดคอเลสเตอรอลเป็นเวลา 1 เดือน จากนั้นจึงรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันงาบริสุทธิ์ทุกวันแทนน้ำมันชนิดอื่นในปริมาณ 60 กรัม อีก 1 เดือน ผลลัพธ์ชี้ว่าน้ำมันงาและน้ำมันมะกอกต่างช่วยลดระดับไขมันในเลือดได้ แต่น้ำมันงาจะช่วยให้ระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์และไขมันชนิดไม่ดีในเลือดลดลงได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งส่งผลให้ระดับไขมันดีในเลือดสูงขึ้น น้ำหนักและรอบเอวลดลงเช่นเดียวกันกับกลุ่มบริโภคน้ำมันมะกอก

ทั้งนี้ ในปัจจุบันยังไม่มีการแนะนำให้ใช้น้ำมันงาลดระดับคอเลสเตอรอลอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ยังจัดเป็นหนึ่งในอาหารที่มีไขมันสูง การรับประทานในปริมาณมาก ๆ เพราะต้องการใช้รักษาโรคใด ๆ จึงไม่ควรอย่างยิ่ง ควรใช้สำหรับปรุงอาหารแทนน้ำมันชนิดอื่นเท่านั้น

เบาหวาน จากการทดสอบประสิทธิภาพของน้ำมันงาเมื่อใช้ร่วมกับยารักษาเบาหวานอย่างยาไกลเบนคลาไมด์ (Glibenclamide) ในผู้ป่วยเบาหวานระดับไม่รุนแรงถึงระดับรุนแรงปานกลาง โดยให้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกได้รับน้ำมันงาแทนน้ำมันชนิดอื่น ๆ จากอาหาร กลุ่มที่ 2 ได้รับไกลเบนคลาไมด์ 5 มิลลิกรัมต่อวัน และกลุ่มสุดท้ายได้รับน้ำมันงาผสมกับยาไกลเบนคลาไมด์ ใช้เวลาทั้งหมด 60 วัน ผลการศึกษาพบว่า น้ำมันงาทำงานร่วมกับยาไกลเบนคลาไมด์ได้ดี โดยส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้มากขึ้นและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

น้ำมันงามีคุณสมบัติลดระดับน้ำตาลในเลือดได้จริงหรือไม่ คงต้องรอผลสรุปในอนาคตที่อาจช่วยรับรองได้มากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการลองใช้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ เพราะอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำและเป็นอันตรายได้

ความดันโลหิตสูง ประสิทธิภาพของการใช้น้ำมันงากับการรักษาภาวะความดันโลหิตสูงนั้นมีการศึกษาโดยให้ผู้ป่วยจำนวน 32 คน ใช้น้ำมันงาประกอบอาหารแทนน้ำมันชนิดอื่นเป็นเวลา 45 วัน ซึ่งผลการทดลองบ่งชี้ว่าการใช้น้ำมันงาช่วยให้ระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยภาวะความดันโลหิตสูงลดต่ำลง รวมถึงลดปฏิกิริยาระหว่างไขมันกับออกซิเจน และเพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งส่งผลดีต่อร่างกาย

คาดว่าหากในอนาคตมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงคุณประโยชน์ของน้ำมันงาในด้านนี้ อาจระบุได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นว่าน้ำมันงาช่วยลดความดันโลหิตได้จริงหรือไม่ และเป็นเพราะการทำงานของสารชนิดใด อย่างไร

ป้องกันโรคหัวใจ เมื่อกล่าวว่าการรับประทานงาอาจช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือลดระดับไขมันในเลือดลง อีกโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นจากปัจจัยเดียวกันคือโรคเกี่ยวกับหัวใจทั้งหลาย อย่างไรก็ดี สำหรับการศึกษาคุณประโยชน์จากการใช้งาป้องกันโรคหัวใจโดยตรงนั้นยังไม่พบว่างาดำหรืองาขาวช่วยลดความเสี่ยงจากโรคนี้ได้ และงานวิจัยเกี่ยวกับการลดปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้นก็ยังไม่เพียงพอต่อการสรุปว่าการบริโภคงาดำหรืองาขาวจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคหัวใจ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดซึ่งทุกคนสามารถทำได้คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดไขมัน โซเดียม น้ำตาล และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ

โรคหลอดเลือดในสมอง เช่นเดียวกับโรคอื่น ๆ ที่มีปัจจัยเสี่ยงสัมพันธ์กับภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน ซึ่งภาวะเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดในสมองขาดเลือดจากภาวะหลอดเลือดในสมองตีบ ด้วยเหตุนี้งาดำหรืองาขาวที่ได้รับการกล่าวถึงสรรพคุณลดไขมัน ความดันโลหิต และลดระดับน้ำตาลในเลือดจึงถูกอนุมานว่าจะส่งผลดีต่อการรักษาหรือป้องกันโรคนี้ไปด้วย ทั้งที่ยังไม่ปรากฏว่ามีการศึกษาที่เชื่อถือได้ในด้านนี้โดยตรง

เพิ่มน้ำหนักตัวในผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์ ประโยชน์ข้อนี้ของงาดำและและงาขาวมีการศึกษาโดยให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ 63 คน รับประทานอาหารพร้อมใช้ที่ทำจากถั่วลูกไก่และเมล็ดงาวันละ 500 กรัม หรือคิดเป็นพลังงานเท่ากับประมาน 2,600 แคลอรี อาหารดังกล่าวมีส่วนช่วยให้น้ำหนักตัวของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งช่วยส่งเสริมสมรรถภาพทางกายในการทำกิจกรรมต่าง ๆ และน่าจะมีประสิทธิภาพคุ้มค่าต่อราคาต้นทุนมากกว่าอาหารเสริมโภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์ชนิดอื่น ๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ดีนั้นเกิดจากงาที่เป็นส่วนประกอบหรือไม่นั้นยังคงต้องทดลองกันต่อไปก่อนจะมีการแนะนำให้ใช้ได้จริง

โรคกระดูกอ่อนในเด็ก งานวิจัยหนึ่งทดลองว่าการเพิ่มอาหารบางชนิดจะช่วยให้เด็กที่เป็นโรคกระดูกอ่อนจากการขาดแคลเซียมได้รับแคลเซียมเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยอาสาสมัครทั้งหมดเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี จำนวน 41 คน ทุกคนรับประทานอาหารเพิ่มเติมจากข้าว 5 ชนิด ได้แก่ หินปูน 1 กรัมต่อข้าว 1 กิโลกรัม ปลาเล็กมีกระดูกแทนปลาใหญ่ กากเมล็ดงา 5 กรัม ใบผัก 100 กรัม หรือนม 100 กรัม ซึ่งผลปรากฏว่าอาหารเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นมากนัก เพียงแต่ดีขึ้นกว่าเดิม ทางผู้วิจัยจึงแนะนำว่าการรับประทานอาหารเหล่านี้เพิ่มเติมอาจมีประสิทธิภาพคุ้มราคาและเป็นตัวเลือกการรักษาในระยะยาว ทั้งนี้ประโยชน์ของงาและอาหารดังกล่าวที่ส่งผลต่อโรคกระดูกอ่อนยังคงคลุมเครือ หากต้องการลองรับประทานตามควรปฏิบัติอย่างเหมาะสม

โรคข้อเสื่อม เชื่อกันว่างาดำอาจเป็นทางเลือกเสริมในการรักษาโรคนี้ ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ได้มีการศึกษากับผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม 50 คน ทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มจำนวนเท่า ๆ กัน กลุ่มแรกรับการรักษาตามมาตรฐานปกติ ส่วนอีกกลุ่มให้รับประทานงาวันละ 40 กรัม นาน 2 เดือนควบคู่กับการใช้ยารักษาโรค ผลลัพธ์ที่ได้ชี้ว่าในอาการของผู้ป่วยกลุ่มโรคข้อเข่าเสื่อมที่รับประทานงานั้นดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้งาร่วมรักษากับโรคนี้ยังไม่มีการแนะนำอย่างเป็นมาตรฐานเพราะมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่น้อยเกินไป

โรคข้ออักเสบ การศึกษาชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับประสิทธิภาพของน้ำมันงาในการบรรเทาอาการที่เกิดจากโรคข้ออักเสบพบว่าการรับประทานน้ำมันงา 1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุกวันต่อเนื่องนาน 28 วัน มีประโยชน์ในการช่วยลดการเกิดอนุมูลอิสระและสารเคมีที่ก่อการอักเสบในร่างกายของผู้ป่วย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มการผ่อนคลายของของหลอดเลือดแดงเอออร์ตา และมีแนวโน้มที่จะลดการบวมของเท้าด้านหลัง ซึ่งประโยชน์เหล่านี้ส่งผลดีต่อตัวผู้ป่วยเอง ทั้งนี้งาดำจะนำมาใช้รักษาผู้ป่วยโรคข้ออักเสบได้จริงหรือไม่คงต้องรอผลการศึกษาในอนาคตที่แน่นอนกว่านี้ต่อไป

วัยทอง หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนซึ่งเป็นภาวะของความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ร่างกายไม่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกต่อไป อาจได้ใช้ประโยชน์จากสารเซซามิน (Sesamin) ในเมล็ดงาที่เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกจุลินทรีย์ในลำไส้เปลี่ยนไปเป็นสารสำคัญอย่างเอนเทอโรแลกโตน (Enterolactone) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์เอสโตรเจนและมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายฮอร์โมนเอสโตเจนของเพศหญิงอย่างไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens)

สำหรับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มีการให้หญิงวัยหมดประจำเดือน 26 คน รับประทานงาดำทุกวันวันละ 50 กรัม นาน 5 สัปดาห์ พบว่ามีประโยชน์ต่อระดับไขมันในเลือดที่ลดลงและเพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมถึงอาจเป็นผลดีต่อระดับฮอร์โมนเพศในร่างกายด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามคุณสมบัติเกี่ยวกับการมีฤทธิ์เป็นสารเอนเทอโรแลกโตนหรือไฟโตเอสโตรเจนนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดในตอนนี้

แผลไหม้ เนื่องจากงาดำและงาขาวมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ จึงเชื่อว่าอาจส่งผลต่อการรักษาแผลไหม้ โดยงานวิจัยหนึ่งแนะนำว่าการใช้ขี้ผึ้งที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา เบต้าซิโตสเตอรอล (Beta-sitosterol) เบอเบอรีน (Berberine) และส่วนผสมอื่น ๆ รักษาแผลไหม้ ทุก 4 ชั่วโมงช่วยเพิ่มการรักษาตัวของแผลและลดอาการเจ็บบริเวณบาดแผลของผู้ป่วย 211 คนที่ต้องได้รับการรักษาแผลแบบประคับประคอง ทว่าวิธีนี้ยังไม่อาจยืนยันประสิทธิภาพการรักษาได้อย่างแน่ชัด

ท้องผูก งาดำและงาขาวนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง โดยเมล็ดงา 1 ช้อนโต๊ะประกอบด้วยเส้นใยอาหารถึง 1.1 กรัม ในขณะที่เมล็ดฟักทองประมาณ 60 กรัมนั้นประกอบเส้นใยอาหารเพียง 5 กรัม ด้วยเหตุนี้งาดำและงาขาวจึงได้รับความนิยมในฐานะอาหารช่วยแก้ท้องผูก ซึ่งจะช่วยได้จริงหรือไม่นั้นยังเป็นที่สงสัย เพราะในปัจจุบัน ไม่มีผลวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับคุณประโยชน์ด้านนี้ของเมล็ดงาเกิดขึ้น

ลำไส้เล็กอุดตัน มีการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสรรพคุณในการรักษาโรคนี้ของงากับผู้ป่วยโรคลำไส้เล็กอุดตันบางส่วนทั้งหมด 64 คน ผลการวิจัยได้ข้อสรุปว่าน้ำมันงาเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลในการรักษาผู้ป่วยโรคนี้ โดยพบว่าช่วยให้อัตราการผ่าตัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาเท่านี้ยังไม่น่าเชื่อถือพอ จึงไม่มีการแนะนำให้ใช้เป็นทางเลือกในการรักษา เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ โรค

ภาวะมีบุตรยาก อีกหนึ่งสรรพคุณที่ทำให้ผู้ที่ประสบปัญหามีลูกยากต่างสรรหางาดำหรืองาขาวมาลองใช้ เกี่ยวกับข้อนี้มีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ว่างาดำหรืองาขาวอาจเป็นทางเลือกที่ดีและปลอดภัยต่อชายที่มีลูกยาก หลังจากการรับประทานงาดำ 0.5 มิลลิกรัม เป็นเวลา 3 เดือนสามารถช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวและจำนวนของสเปิร์มในชายจำนวน 25 คน อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ต่อการรักษาภาวะมีบุตรยากของงาก็ยังคงต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปก่อนจะนำมาใช้ได้อย่างมั่นใจ

อัลไซเมอร์ มีการกล่าวถึงคุณสมบัตินี้ของงาดำอย่างแพร่หลาย โดยอ้างงานวิจัยงานหนึ่งที่แนะนำว่าการรับประทานแคปซูลสารสกัดจากงาดำช่วยให้ผู้สูงอายุมีความทรงจำและความสามารถในการเรียนรู้ดีขึ้น แต่แหล่งที่มาของงานวิจัยนี้ถือว่าไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก และยังเป็นการศึกษาในผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี ไม่ใช่ผู้มีอาการของโรคสมองเสื่อมแต่อย่างใด จึงกล่าวได้ว่าการศึกษาประสิทธิภาพของงาดำต่อผู้ป่วยโรคอัลไซเอมอร์โดยตรงนั้นยังไม่เกิดขึ้นในมนุษย์ และไม่อาจสรุปคุณประโยชน์ด้านนี้ของงาดำและงาขาวได้

มะเร็งเต้านม คุณประโยชน์ของงาเกี่ยวกับการช่วยรักษาโรคมะเร็งนั้น มีเพียงการทดลองกับเซลล์มะเร็งในห้องปฏิบัติการ โดยพบว่าเมื่อนำสารเซซามินซึ่งเป็นสารที่พบได้จากงาดำและงาขาวมาใช้ สามารถช่วยกำจัดและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งจากเต้านมมนุษย์ ซึ่งแน่นอนว่าการศึกษาแต่เพียงในห้องปฏิบัติการดังกล่าวยังถือว่าไม่เพียงพอที่จะยืนยันคุณสมบัติของงาดำในการยับยั้งเซลล์มะเร็ง เพราะขาดการศึกษาโดยตรงในมนุษย์ที่เชื่อถือได้มากกว่า

ช่วยคลายกังวล ผลิตภัณฑ์น้ำมันงาหลายชนิดมีการกล่าวอ้างสรรพคุณช่วยคลายความวิตกกังวลและหากนวดตัวด้วยน้ำมันงาจะทำให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น ทว่าปัจจุบัน ทางวิทยาศาสตร์ยังไม่พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือของน้ำมันงาในด้านนี้ และหากต้องการลองพิสูจน์ด้วยตนเอง ควรทำอย่างเหมาะสมเพื่อความปลอดภัย

ประโยชน์น้ำมันงาต่อการทาบนผิวหนัง

ส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารก การนวดทารกด้วยน้ำมันงากล่าวกันว่าอาจเป็นประโยชน์ต่อการเติบโต ซึ่งปัจจุบันมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ทดลองนวดน้ำมันให้ทารกอายุประทาณ 6 สัปดาห์ น้ำหนักมากกว่า 3,000 กรัม โดยน้ำมันที่นำมาใช้ทดสอบ ได้แก่ น้ำมันสมุนไพร น้ำมันงา น้ำมันมัสตาร์ด หรือน้ำมันแร่ธาตุ ปรากฏว่าการนวดทารกด้วยน้ำมันเหล่านี้ต่างช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารกน้อยและทำให้นอนหลับดีหลังจากนวด แต่น้ำมันที่แสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ในด้านนี้อย่างมีนัยสำคัญคือน้ำมันงา ทั้งนี้ยังไม่มีการแนะนำให้นำวิธีนี้มาใช้กับทารกอย่างแพร่หลายเพราะยังไม่อาจระบุประสิทธิภาพได้อย่างชัดเจน

ภาวะหลอดเลือดดำอักเสบจากการทำเคมีบำบัด การใช้น้ำมันงาทาภายนอกอาจมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยต่อการลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังจากการทำเคมีบำบัด จากการที่ให้ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่รับการรักษาด้วยยาเคมี จำนวน 60 คน ทาน้ำมันงาครั้งละ 10 หยด วันละ 2 ครั้ง นาน 14 วัน โดยน้ำมันงาช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดดำอักเสบจากการฉีดยาได้ ทว่ากว่าที่จะมีการแนะนำให้ใช้น้ำมันงาในกรณีนี้อย่างแพร่หลายนั้นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมกันต่อไป

โรคสะเก็ดเงิน หลายคนเชื่อว่าการใช้น้ำมันงาทาลงบริเวณผิวหนังที่เป็นสะเก็ดจะช่วยรักษาโรคนี้ได้ ซึ่งไม่มีข้อมูลใดที่น่าเชื่อถือบ่งบอกถึงการทำงานของน้ำมันงาในด้านนี้ได้ และผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือได้ยังไม่มีปรากฏให้เห็น ผู้ป่วยที่ต้องการลองใช้เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของน้ำมันงาต่อโรคนี้ควรใช้อย่างระมัดระวังและปรึกษาแพทย์ที่ให้การรักษาก่อนใช้ด้วยเป็นดีที่สุด

บรรเทาอาการปวด การนวดด้วยน้ำมันงาเป็นหนึ่งในเคล็ดวิธีรักษาอาการเจ็บปวดตามร่างกายที่ใช้กันมาก เป็นที่สงสัยว่าน้ำมันงานี้มีคุณสมบัติบรรเทาอาการเจ็บที่เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ทางวิทยาศาสตร์ ได้ศึกษาวิจัยผู้ป่วยที่บาดเจ็บในโรงพยาบาลทั้งหมด 150 คน โดยกลุ่มหนึ่งให้การรักษาด้วยการทาน้ำมันงาควบคู่ไปกับการรักษาปกติ ส่วนอีกกลุ่มให้การดูแลรักษาปกติเพียงอย่างเดียว ผลปรากฏว่าน้ำมันงาช่วยลดความรุนแรงของความเจ็บและส่งผลให้คนไข้รับประทานยาแก้ปวดน้อยลง ซึ่งหากต่อไปมีหลักฐานยืนยันได้ว่าน้ำมันงาช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้จริง จะเป็นประโยชน์มากทีเดียวเพราะมีราคาถูก ใช้ง่าย และจากการทดลองดังกล่าวยังไม่พบผลข้างเคียง

ชะลอการเสื่อมโทรมของผิวหนัง ด้วยคุณสมบัติของงาดำและงาขาวที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แคลเซียม และวิตามินต่าง ๆ ที่เชื่อว่ามีคุณสมบัติในการซ่อมแซมและสร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวพรรณ รวมทั้งลดระดับคอเลสเตอรอลและช่วยกักเก็บออกซิเจน ทำให้เป็นผลดีต่อการคงความอ่อนเยาว์และชะลอความเสื่อมโทรมของผิวหนัง ทว่าประโยชน์ที่กล่าวมานี้ยังไม่มีหลักฐานการวิจัยโดยตรงที่ยืนยันได้ และยังมีความน่าเชื่อถือน้อยเกินกว่าจะปักใจเชื่อว่างาดำมีประโยชน์ต่อการบำรุงผิวพรรณให้อ่อนเยาว์

กำจัดหูด ดอกของต้นงาหรือที่เรียกว่าดอกงานั้นมีการกล่าวอ้างสรรพคุณว่าสามารถช่วยรักษาหูดได้หากนำมาถูบริเวณที่เกิดหูดหรือนำมาต้มน้ำแล้วใช้ล้างหูด อย่างไรก็ดี ไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่างาดำหรืองาขาวจะช่วยได้จริงหรือไม่ ช่วยได้อย่างไร และยังไม่ใช่วิธีที่แพทย์แนะนำ

ประโยชน์ต่อสุขภาพเหงือกและฟัน

เหงือกอักเสบ ความเชื่อนี้มีที่มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นในอินเดียที่ว่ากล่าวว่าการอมน้ำมันไว้ในปากจะช่วยให้สุขภาพเหงือกและฟันแข็งแรง ลดกลิ่นปาก การมีเลือดออกในปาก คอแห้ง ริมฝีปากแตก ต่อมาทางวิทยาศาสตร์เองได้มีการทดลองเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวิธีการนี้ งานวิจัยหนึ่งใช้อาสาสมัครที่มีอาการเหงือกอักเสบจากคราบจุลินทรีย์ กลุ่มทดลองแรกให้อมน้ำมันงา ในขณะที่อีกกลุ่มบ้วนน้ำยาบ้วนปากกำจัดแบคทีเรีย (Chlorhexidine) ทุกวันนาน 10 วัน ปรากฏว่าทั้งการอมน้ำมันงาและการบ้วนปากด้วยน้ำยาต่างสามารถช่วยลดคราบสะสมของจุลินทรีย์และลดจำนวนจุลินทรีย์ในช่องปากลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันเคล็ดลับอมน้ำมันงาจึงเป็นหนึ่งในวิธีธรรมชาติสำหรับการรักษาเหงือกอักเสบที่ถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลาย แต่การวิจัยดังกล่าวยังไม่เพียงพอจะพิสูจน์คุณสมบัติข้อนี้ของน้ำมันงาได้ หากต้องการลองทำตามควรทำด้วยความเหมาะสมและระมัดระวัง

ประโยชน์ต่อเส้นผมและหนังศีรษะ

ลดผมขาดหลุดร่วง อีกหนึ่งสรรพคุณที่ได้รับความนิยมของงาดำและงาขาว โดยเชื่อว่าจะช่วยรับมือกับปัญหาผมขาดหลุดร่วง บำรุงผมให้ดกดำ โดยเฉพาะงาดำที่นิยมนำมาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์บำรุงผมต่าง ๆ จำนวนมาก แต่แม้จะได้รับความนิยมมากเพียงใด ข้อเท็จจริงที่จะช่วยยืนยันคุณประโยชน์ข้อนี้กลับยังมีไม่พอ และไม่อาจอธิบายได้ว่างาดำหรืองาขาวช่วยลดการขาดร่วงและเพิ่มความดำของผมได้อย่างไร คงต้องรอให้มีการวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัตินี้ของงาดำโดยตรงเสียก่อน

ข้อแนะนำในการใช้งาดำและงาขาว

งาดำและงาขาวที่นำมาปรุงในอาหารเพื่อรับประทานนั้นปลอดภัยต่อร่างกายสำหรับคนส่วนใหญ่ ส่วนการใช้งาในรูปแบบการรับประทานผ่านสายให้อาหารทางรูจมูกไปยังกระเพาะอาหารหรือใช้การใช้ยาพ่นจมูกที่มีส่วนผสมของน้ำมันงาในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็อาจไม่เป็นอันตรายใด ๆ แต่เพื่อความปลอดภัยไม่ควรใช้นานเกินกว่า 20 วัน ทว่าการรับประทานหรือใช้ในลักษณะอื่น ๆ ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันความปลอดภัยได้ ก่อนใช้ควรปรึกษาแพทย์ให้แน่ใจและระมัดระวังเป็นพิเศษหากอยู่ในภาวะต่อไปนี้
หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรสามารถรับประทานงาดำและงาขาวได้อย่างค่อนข้างปลอดภัยเมื่อได้รับในปริมาณปกติจากอาหาร แต่ไม่แนะนำให้รับประทานเพื่อรักษาโรคชนิดใด ๆ เพราะยังไม่มีข้อมูลน่าเชื่อถือรับรองความปลอดภัย
เด็ก ๆ เองรับประทานงาดำและงาขาวที่พบในอาหารปกติได้โดยไม่น่าจะเป็นอันตรายใด ๆ ส่วนการใช้เพื่อรักษาโรคบางชนิด เช่น อาการ ไอ อาจปลอดภัยหากใช้เพียงช่วงสั้น ๆ โดยให้รับประทานน้ำมันงา 5 มิลลิลิตรก่อนนอนติดต่อกันไม่เกิน 3 วัน
ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรระมัดระวังการรับประทานงาดำและงาขาว เพราะอาจส่งผลให้ระดับของน้ำตาลในเลือดต่ำเกินพอดี
การรับประทานงาดำและงาขาวอาจทำให้ระดับความดันโลหิตลดต่ำเกินไปในผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำอยู่แล้ว
เนื่องจากงาดำและงาขาวอาจส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดขณะผ่าตัดหรือหลังจากรับการผ่าตัดแล้ว ก่อนเข้ารับการผ่าตัดใด ๆ จึงควรหยุดรับประทานงาดำในฐานะอาหารเพื่อรักษาโรคบางชนิดอย่างน้อย 2 สัปดาห์

ปริมาณการใช้ที่แนะนำ

ปัจจุบันการรับประทานหรือใช้งานั้นยังไม่มีคำแนะนำเกี่ยวกับปริมาณที่ควรใช้ เพราะทางวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อมูลน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะระบุปริมาณการใช้ โดยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ประวัติสุขภาพ โรคและภาวะต่าง ๆ ดังนั้น ก่อนการทดลองรับประทานหรือใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ จากงาดำและงาขาวจึงต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทุกครั้ง และระลึกไว้เสมอว่าสมุนไพรหรืออาหารเสริมที่อ้างว่าผลิตจากส่วนผสมธรรมชาติทั้งหลายล้วนอาจทำปฏิกิริยากับยาหรือส่งผลต่อภาวะที่เป็นอยู่ และเกิดอันตรายได้ทั้งสิ้น

https://www.pobpad.com
สนใจสินค้านี้ สั่งซื้อราคาถูกพิเศษที่>>http://www.vitamin24hr.com
ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท
แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr
หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr
****
วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า ^__^

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

www.True100percent.com โทร 092-6161666, 02-0027539 : LINE: @mox9486f

เวชสำอางค์ ให้คุณช้อปจนจุใจ