http://www.true100percent.com/

http://www.true100percent.com/
สั่งซื้อสินค้าอออนไลน์ ได้ง่ายๆ คลิกเลย^^ www.true100percent.com
atopalm atopiclair Beta-Curve Bio-oil BK MASK burnova cetaphil CG210 COLLA-L creatine activ Dermalis DERMALIS skincare dermatix Dr.Jill DYMABURN Ellgy eucerin EZERRA Gluta Mc Plus HAKUBI C Gel Helionof Himalaya hiruscar LA ROCHE LIPO8 MAXKIN MC PLUS mederma MEDMAKER Meiji Melloderm-HQ Neocell okamoto OMG Physiogel pico Preme SAND-M scagel scaresthetique scargel Smooth-E spectraban TOMEI Vistra vitara berich Zermix กระชับสัดส่วน กระตุ้นภูมิคุ้มกัน กันแดด ครีมบำรุงผิว เคล็ดลับสุขภาพดี เคล็ดลับหน้าขาวใส ช่วยนอนหลับ ที่ตรวจการตกไข่ ที่ตรวจครรภ์ใช้ง่าย ที่ตรวจยาบ้า บำรุงกระดูกและข้อต่อ บำรุงสุขภาพ ปากแห้ง ผมร่วง ผิวขาว ผิวแพ้ง่าย เพิ่มสมรรถภาพชาย มาส์กหน้าใส รักษาฝ้า รักษาสิว ลดน้ำหนัก ลบรอยแผลเป็น ลิปบาล์ม สมุนไพร กลูต้าไทโอน คอลลาเจน ตังถังเช่า ถังเช่า ถุงยางอนามัย ทับทิม เวย์โปรตีน AHA Aloe vera grape seed Urea อุปกรณ์การแพทย์ FOR MEN FOR WOMEN Review COSMETIC Review Vitamin

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561

ไข่ รับประทานอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ


ไข่ รับประทานอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ



ไข่ เป็นอาหารที่อุดมคุณค่าทางโปรตีนสูง โดยในไข่ 1 ฟองใหญ่ ๆ ประกอบด้วยโปรตีนที่มีคุณค่าสูงถึง 7 กรัม ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 10 ของปริมาณโปรตีนที่แนะนำต่อวัน ไขมัน 5 กรัม และไขมันอิ่มตัว 1.6 กรัม ในขณะที่ให้พลังงานแคลอรี่เพียงประมาณ 75 แคลอรี่ หรือราว ๆ ร้อยละ 4 ของปริมาณแคลอรี่ที่ควรได้รับในแต่ละวัน (2000 แคลอรี่) และยังมีสารอาหารมากคุณค่าอีกหลากหลายชนิด เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินบี โอเมก้า 3 แร่ธาตุต่าง ๆ หรือกระทั่งกรดโฟเลตซึ่งเป็นสารสำคัญที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับ



นอกจากนี้ คุณประโยชน์ของไข่ยังเทียบได้พอ ๆ กับนมเลยทีเดียว โดยกล่าวกันว่าไข่ยังมีคุณค่าทางสารอาหารสำคัญสำหรับช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น สารลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารที่คาดว่าอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคจอประสาทตาเสื่อม โรคที่สามารถนำไปสู่การตาบอดในผู้สูงอายุได้ รวมถึงสารโคลีน (Choline) ที่อาจมีประโยชน์ในการเพิ่มพัฒนาการสมองและความทรงจำด้วย

ข้อดีอีกประการหนึ่งของการรับประทานไข่ก็คือความอิ่มท้อง ไข่ 1 ฟอง ขนมปังธัญพืช 1 แผ่น และส้มผลเล็ก ๆ สัก 1 ผล นับเป็นอาหารเช้าแคลอรี่ต่ำที่อาจช่วยให้รู้สึกอิ่มได้จนถึงมื้อกลางวัน ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักซึ่งควรรับประทานอาหารอันอุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหารและทำให้อิ่มท้องได้จนถึงมื้อถัดไป ไม่ต้องรับประทานจุบจิบเพราะรู้สึกหิวระหว่างมื้อ

กินไข่ทุกวัน อันตรายจริงหรือไม่

แม้ไข่จะประกอบด้วยสารอาหารทรงคุณค่าเพียงใด แต่ข้อหนึ่งที่ทำให้หลายคนไม่อาจรับประทานไข่ได้อย่างสบายใจก็เพราะไข่มีปริมาณคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง โดยไข่ฟองใหญ่ ๆ อาจประกอบด้วยคอเลสเตอรอลสูงถึง 213 มิลลิกรัม หรือเทียบเท่ากับ 2 ใน 3 ของขีดจำกัดปริมาณคอเลสเตอรอลที่แนะนำให้รับประทานในแต่ละวัน

ด้วยความกลัวที่ว่าคอเลสเตอรอลที่สูงจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย หลายคนเลือกรับประทานเฉพาะไข่ขาวที่ไม่มีคอเลสเตอรอล ทว่าไข่แดงนั้นคือส่วนที่อุดมด้วยคุณค่าทางอาหารสูง การไม่รับประทานไข่แดงจึงเท่ากับพลาดสารอาหารดี ๆ อันมีประโยชน์ไป รวมถึงช่วงหลังที่มีการแนะนำว่ากินไข่ทุกวันเป็นประโยชน์มากกว่าโทษ ทำให้เริ่มเกิดความสับสนว่าควรรับประทานมากน้อยแค่ไหนจึงจะปลอดภัย และไข่มีประโยชน์หรือโทษต่อร่างกายกันแน่

ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน มีการศึกษาพบว่าชายที่บริโภคไข่ไก่มากกว่าสัปดาห์ละ 6 ฟอง มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่รับประทานไข่น้อยกว่า โดยงานวิจัยดังกล่าวเป็นการศึกษาระยะยาวในชายจำนวน 21,300 คน ที่มีอายุเฉลี่ย 54 ปี เป็นเวลานานกว่า 20 ปี ซึ่งในทุก ๆ ปีจะให้ผู้เข้าร่วมการทดลองจดบันทึกการบริโภคไข่ การทำกิจกรรมออกกำลังกายต่าง ๆ พฤติกรรมสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคผักผลไม้และธัญพืชในตอนเช้า รวมถึงการป่วยเป็นโรคเบาหวาน ภาวะความดันโลหิต และการใช้ยาแอสไพรินในแต่ละราย

ทั้งนี้จะไม่มีการให้ผู้เข้าร่วมเปลี่ยนแปลงการรับประทานแต่อย่างใด ซึ่งผู้เข้าร่วมทดลองส่วนใหญ่รายงานว่าได้รับประทานไข่สัปดาห์ละ 1 ฟอง ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีน้ำหนักมากเกิน หรือผู้ที่ออกกำลังกายน้อย สูบบุหรี่ มีคอเลสเตอรอลสูง และมีประวัติป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงมาก่อนนั้น มีแนวโน้มการรับประทานไข่ในปริมาณที่มากกว่า

จากการสรุปผลการติดตามเป็นเวลาอันยาวนาน มีผู้เสียชีวิตหลังช่วงเวลาดังกล่าวจำนวน 5,169 คน และแม้จะใช้ค่าสถิติปรับวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ แล้ว ชายที่บริโภคไข่วันละ 6 ฟองขึ้นไปก็ยังมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าถึง 23 เปอร์เซ็นต์ โดยอัตราเสี่ยงจะยิ่งสูงมากขึ้นในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

อย่างไรก็ดี แม้จะพบอัตราการเสียชีวิตที่มากกว่า แต่การบริโภคไข่ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือโรคหลอดเลือดสมอง แม้แต่ในกลุ่มที่รับไข่มากกว่า 6-7 ฟองต่อสัปดาห์ก็ตาม

เช่นเดียวกับงานวิจัยอีกหลาย ๆ งานที่ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างการรับประทานไข่และการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันหรือโรคหลอดเลือดในสมอง ซึ่งเป็นโรคที่มีสาเหตุหนึ่งมาจากระดับคอเลสเตอรอลสะสมในเลือดที่สูง นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังเห็นแย้งว่างานวิจัยที่ชี้ถึงอัตราการเสียชีวิตในผู้บริโภคไข่มากกว่า 6 ฟองต่อสัปดาห์นั้นไม่ได้พิจารณาอาหารอื่น ๆ ที่ผู้เข้าร่วมทดลองอาจรับประทานเช่นกัน และไม่ได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิต จึงไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่าสาเหตุการเสียชีวิตมาจากการรับประทานไข่มากเกินไปหรือมาจากสาเหตุใด

ต่อมานักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดได้มีการศึกษาและติดตามการรับประทานไข่ของนางพยาบาลจำนวน 117,000 คน เป็นเวลา 8-14 ปี ซึ่งผลลัพธ์ไม่พบความแตกต่างของอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจระหว่างกลุ่มที่รับประทานไข่สัปดาห์ละ 1 ฟอง และกลุ่มที่รับประทานไข่มากกว่าวันละ 1 ฟองแต่อย่างใด

นอกจากนี้ จากการศึกษาเพิ่มเติม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังมีความเห็นว่าการรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงนั้นอาจไม่ได้ส่งผลต่อการสะสมของคอเลสเตอรอลในเลือดหรือมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากอย่างที่เคยเชื่อกันมา หากแต่เป็นน้ำตาลและไขมันชนิดอิ่มตัว เช่น ผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันเต็มส่วน หรือเนื้อติดมันทั้งหลายที่มีไขมันอิ่มตัวจำนวนมากและเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตคอเลสเตอรอลสะสมในร่างกาย รวมถึงการไม่ออกกำลังกายที่น่าจะเป็นตัวการเพิ่มโอกาสเสี่ยงเกิดโรคหัวใจหรือส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลได้มากกว่า

ดังนั้น หลังจากกระแสการตื่นตระหนกต่ออันตรายจากการบริโภคไข่ ในปี ค.ศ. 2000 สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาก็ได้ทบทวนแนวทางการบริโภคอาหารและประกาศให้ทุกคนรับประทานไข่ได้ตามปกติ โดยผู้ที่มีสุขภาพดีจะสามารถรับประทานได้ทุกวัน วันละ 1 ฟอง ตราบใดที่ยังไม่เกินขีดจำกัดคอเลสเตอรอล 300 มิลลิกรัม ซึ่งไข่ฟองใหญ่ 1 ฟองจะมีคอเลสเตอรอลประมาณ 213 กรัม จึงควรควบคุมคอเลสเตอรอลในอาหารอื่น ๆ ที่รับประทานร่วมด้วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน หรือมีระดับไขมันชนิดไม่ดีในเลือดสูงที่ควรเลือกรับประทานไข่ฟองเล็ก ๆ หรือขนาดกลางมากกว่าไข่ฟองใหญ่ที่มีคอเลสเตอรอลสูงกว่า และแนะนำให้จำกัดการรับประทานไข่แดงเพียงสัปดาห์ละ 3 ฟอง ส่วนไข่ขาวรับประทานได้ตามปกติเพราะไม่มีคอเลสเตอรอล

ประโยชน์ของไข่ต่อสุขภาพ

นอกจากอันตรายจากการรับประทานไข่ที่กลายเป็นเพียงความเข้าใจผิดในอดีตไปแล้ว ยังมีการกล่าวถึงคุณประโยชน์ทางสุขภาพของไข่ต่อการรักษาหรือป้องกันโรคต่าง ๆ ทว่าในปัจจุบัน ข้อมูลการศึกษายังมีน้อยอยู่มาก ส่วนใหญ่ยังคลุมเครือและระบุไม่ได้ชัดเจนว่าไข่มีคุณสมบัติในการป้องกันหรือรักษาโรคเหล่านี้เพียงใด

โรคหลอดเลือดสมอง ที่มาของคุณประโยชน์ของไข่ในข้อนี้อาจมาจากการเผยแพร่ผลวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการรับประทานไข่กับความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดในสมองและโรคหัวใจ โดยพบว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับประทานไข่น้อยกว่า 2 ฟองต่อสัปดาห์ กลุ่มที่รับประทานไข่ประมาณวันละ 1 ฟอง มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลงไป 12 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างน้อยและไม่ได้มีนัยสำคัญทางสถิติ อาจเป็นเพียงค่าความคลาดเคลื่อนของการทดลองเท่านั้น

นอกจากนี้ การศึกษาดังกล่าวก็ไม่อาจยืนยันหรืออธิบายได้ว่าความเสี่ยงต่อโรคที่ลดลงนั้นจะมีความสัมพันธ์กับจำนวนไข่ที่รับประทานอย่างไร ทั้งยังพบว่าเป็นการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนโดยศูนย์โภชนาการไข่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งในงานวิจัยยังมีการกล่าวอ้างข้อมูลจากศูนย์โภชนาการไข่โดยไม่ได้ระบุว่าสถาบันดังกล่าวเป็นผู้สนับสนุน ทำให้ผลการวิจัยอาจมีความเอนเอียง มีประโยชน์ทางการค้าแอบแฝง และเชื่อถือได้ไม่เพียงพอ

เสริมสร้างพัฒนาการสมอง เนื่องจากในไข่มีสารโคลีน (Choline) ที่เมื่อไปรวมกับกรดไขมันฟอสโฟลิพิด (Phospholipid) จะเกิดเป็นสารเลซิทิน (Lecithin) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมอง จึงเชื่อกันว่าไข่อาจช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่แนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์รับประทานอาหารที่อุดมด้วยสารโคลีนเพื่อเพิ่มการพัฒนาด้านความทรงจำและการเจริญเติบโตของสมองทารก ซึ่งอาหารอันอุดมด้วยสารชนิดนี้สูงที่คุณแม่สามารถเลือกรับประทานได้ก็คือ ตับวัว (มีโคลีน 418 มิลลิกรัม/100 กรัม) ตับไก่ (มีโคลีน 290 มิลลิกรัม/100 กรัม) และไข่ไก่ (มีโคลีน 251 มิลลิกรัม/100 กรัม)

ต้อกระจก ภาวะแทรกซ้อนของโรคต้อกระจกอาจนำไปสู่อาการตาบอดในผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้มากสุดที่ของภาวะตาบอด แต่การรับประทานไข่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคที่ร้ายแรงนี้ได้หรือไม่นั้นยังไม่มีการศึกษาที่เชื่อถือได้ออกมายืนยัน คุณสมบัติดังกล่าวเป็นเพียงการเชื่อมโยงจากคุณสมบัติของสารอาหารชนิดหนึ่งที่พบในไข่ คือลูทีน (Lutein) ซึ่งคาดว่าอาจมีประโยชน์ต่อจอตาและยับยั้งการเกิดโรคต้อกระจก เนื่องจากมีงานวิจัยบางส่วนที่พบว่าการรับประทานลูทีนอาจมีส่วนช่วยลดโอกาสเสี่ยงเป็นต้อกระจกและโรคเกี่ยวกับตาชนิดอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามอายุที่มากขึ้น เช่น จอประสาทตาเสื่อม ต้อหิน เบาหวานขึ้นตา การมองเห็นเลือนลาง และอาการตาแห้ง

จอประสาทตาเสื่อม อีกหนึ่งโรคร้ายแรงเกี่ยวกับดวงตาที่อาจทำให้ผู้ป่วยตาบอดได้เช่นเดียวกับโรคต้อกระจก ด้วยคุณสมบัติของไข่ที่อุดมไปด้วยสารแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ที่คาดว่าอาจมีประโยชน์ช่วยป้องกันเนื้อเยื่อจอตาและการเสื่อมของจอประสาทตาที่เป็นไปตามอายุที่มากขึ้น โดยสารเหล่านี้จะพบได้สูงในไข่แดงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาประสิทธิภาพของไข่ต่อการป้องกันหรือรักษาโรคจอตาเสื่อมที่พอจะยืนยันประโยชน์ข้อนี้ของไข่ได้แต่อย่างใด

ลดน้ำหนัก การรับประทานไข่เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารอาจช่วยให้อิ่มยาวนานขึ้นและรับประทานน้อยลงได้ เนื่องจากในไข่ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนที่สามารถเพิ่มความรู้สึกอิ่มได้ จากการศึกษาในหญิงจำนวน 25 คน อายุระหว่าง 25-60 ปี โดยแบ่งกลุ่มให้อดอาหารในคืนก่อนการทดลอง วันต่อมารับประทานอาหารเช้าที่มีไข่หรือเบเกิลเป็นหลัก ตามด้วยมื้อกลางวันในอีก 3.5 ชั่วโมงถัดมา ปรากฏว่าในช่วงระหว่างมื้อกลางวันกลุ่มที่รับประทานมื้อเช้าเป็นไข่รู้สึกอิ่มมากกว่าและรับประทานอาหารมื้อกลางวันน้อยกว่าอีกกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ

เช่นเดียวกับอีกงานวิจัยที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในหลายปีถัดมาที่ทดลองกับอาสาสมัครทั้งเพศชายและเพศหญิงจำนวน 152 คนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือมีภาวะอ้วน โดยให้รับประทานอาหารเช้าที่ประกอบด้วยไข่ 2 ฟอง (340 แคลอรี่) อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ นาน 8 สัปดาห์ เปรียบเทียบกับอีกกลุ่มที่รับประทานเบเกิลเป็นหลัก พบว่ากลุ่มที่รับประทานไข่มีค่าดัชนีมวลกายลดลงมากกว่าอีกกลุ่มคิดเป็น 61 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักลดลงมากกว่า 65 เปอร์เซ็นต์ และมีรอบเอวลดลงมากกว่า 34 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงมวลไขมันในร่างกายที่ลดลงมากกว่าอีกกลุ่ม 16 เปอร์เซ็นต์ โดยผู้วิจัยได้สรุปว่าการรับประทานไข่ในมื้อเช้าควบคู่กับการควบคุมปริมาณพลังงานจากอาหาร มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้

เพิ่มความแข็งแรงและขนาดของกล้ามเนื้อ ไข่เป็นหนึ่งในเมนูโปรตีนสูงแต่ราคาประหยัดที่ผู้ที่ต้องการมีกล้ามเนื้อทั้งหลายต่างเลือกรับประทาน เพราะเชื่อว่าจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ดี สำหรับการศึกษาถึงประสิทธิภาพของไข่ในด้านนี้มีงานวิจัยที่ทดลองให้ผู้เข้าร่วมรับประทานไข่ขาว 15 กรัม (75 แคลอรี่) กับอีกกลุ่มที่รับประทานแป้ง 17.5 กรัม (78 แคลอรี่) ทุกวันก่อนการออกกำลังกาย นาน 8 สัปดาห์

ผลลัพธ์ชี้ว่าการออกกำลังกายควบคู่กับการรับประทานโปรตีนจากไข่ขาวหรือคาร์โบไฮเดรตน่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมันและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน แต่เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับประทานคาร์โบไฮเดรต โปรตีนจากไข่ขาวไม่ได้เพิ่มความแข็งแรงทั้งหมดของร่างกายประโยชน์ข้อนี้ของโปรตีนจึงยังควรต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมที่อาจใช้ระยะเวลาการทดลองนานกว่านี้หรือเพิ่มปริมาณโปรตีนจากไข่ขาวที่รับประทานเพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ให้ชัดเจน เช่นเดียวกับคุณประโยชน์ด้านอื่น ๆ ของไข่

เบาหวาน มีการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วยการสับเปลี่ยนการรับประทานอาหารเป็น 2 ช่วงระยะ โดย 12 สัปดาห์แรกรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยไข่วันละ 2 ฟอง ส่วนอีก 12 สัปดาห์ไม่รับประทานไข่ เมื่อเทียบกันใน 2 ระยะ พบว่าการรับประทานไข่ทุกวันในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไม่ได้ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ทว่าจากการประเมินทางภาวะโภชนาการนั้นมีผลลัพธ์ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงการทดลองขนาดเล็กที่มีผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 34 คน จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าการรับประทานไข่นั้นเป็นผลดีต่อการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานจริงหรือไม่

บำรุงผม ผลิตภัณฑ์บำรุงผมบางชนิดมีโปรตีนไข่แดงเป็นส่วนผสม โดยเชื่อว่าเป็นหนึ่งในสารอาหารที่จะช่วยบำรุงสุขภาพผม นอกจากนี้ยังมีหลากหลายสูตรหมักผมด้วยไข่ที่บอกต่อกันอย่างแพร่หลายถึงสรรพคุณช่วยแก้ปัญหาผมสารพัด ทั้งผมแห้งเสีย ผมมัน ผมแตกปลาย ไม่มีน้ำหนัก และอื่น ๆ อีกมาก และแม้เคล็ดลับเหล่านี้ไม่ได้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างใดก็น่าจะสามารถทดลองใช้ตามกันได้โดยไม่เป็นอันตราย เพียงแต่ไม่อาจรับประกันว่าจะช่วยบำรุงผมได้จริงหรือไม่

เคล็ดลับรับประทานไข่อย่างปลอดภัยและสุขภาพดี

เนื่องจากไข่เป็นอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ผู้มีปัญหาระดับคอเลสเตอรอลสูงที่ควรควบคุมอาหารจึงควรจำกัดการรับประทานและทำตามคำแนะนำของแพทย์ในการรับประทานไข่ นอกจากนี้ผู้ที่ยังไม่เคยตรวจไขมันในเลือดก็ควรมีการตรวจวัดระดับคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัว เพื่อระมัดระวังและควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหารได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้การรับประทานไข่เพื่อให้ได้ประโยชน์ทางสุขภาพสูงสุดมีวิธีการปรุงและปริมาณที่แนะนำ ดังนี้
ควรเก็บรักษาไข่ในตู้เย็นด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม
ปรุงให้สุกโดยทั่วเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในไข่ที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น แบคทีเรียซาลโมเนลลา (Salmonella) ที่สามารถทำให้มีอาการปวดท้องหรือท้องเสียอย่างรุนแรง หรือถ้าไม่ต้องการให้สุกกรอบจนเกินไป การใช้ไฟอ่อน ๆ ก็สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้เช่นกัน
หากต้องการรับประทานไข่ไม่สุก ควรใช้ไข่ที่ผ่านการพาสเจอไรซ์แล้ว
โดยมาก ผู้ที่มีสุขภาพดีจะสามารถรับประทานไข่ได้ทุกวัน วันละ 1 ฟอง แต่ควรต้องคอยควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอลที่ได้รับในอาหารชนิดอื่น ๆ เพราะลำพังไข่นั้นถือว่ามีคอเลสเตอรอลในระดับสูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน หรือผู้มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงที่ควรเลือกรับประทานไข่ฟองเล็กหรือขนาดกลางซึ่งมีคอเลสเตอรอลน้อยกว่า และรับประทานไข่แดงไม่เกินสัปดาห์ละ 3 ฟอง ส่วนไข่ขาวนั้นไม่มีคอเลสเตอรอล สามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องเป็นกังวล

https://www.pobpad.com
สนใจสินค้านี้ สั่งซื้อราคาถูกพิเศษที่>>http://www.vitamin24hr.com
ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท
แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr
หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr
****
วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า ^__^

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

www.True100percent.com โทร 092-6161666, 02-0027539 : LINE: @mox9486f

เวชสำอางค์ ให้คุณช้อปจนจุใจ