http://www.true100percent.com/

http://www.true100percent.com/
สั่งซื้อสินค้าอออนไลน์ ได้ง่ายๆ คลิกเลย^^ www.true100percent.com
atopalm atopiclair Beta-Curve Bio-oil BK MASK burnova cetaphil CG210 COLLA-L creatine activ Dermalis DERMALIS skincare dermatix Dr.Jill DYMABURN Ellgy eucerin EZERRA Gluta Mc Plus HAKUBI C Gel Helionof Himalaya hiruscar LA ROCHE LIPO8 MAXKIN MC PLUS mederma MEDMAKER Meiji Melloderm-HQ Neocell okamoto OMG Physiogel pico Preme SAND-M scagel scaresthetique scargel Smooth-E spectraban TOMEI Vistra vitara berich Zermix กระชับสัดส่วน กระตุ้นภูมิคุ้มกัน กันแดด ครีมบำรุงผิว เคล็ดลับสุขภาพดี เคล็ดลับหน้าขาวใส ช่วยนอนหลับ ที่ตรวจการตกไข่ ที่ตรวจครรภ์ใช้ง่าย ที่ตรวจยาบ้า บำรุงกระดูกและข้อต่อ บำรุงสุขภาพ ปากแห้ง ผมร่วง ผิวขาว ผิวแพ้ง่าย เพิ่มสมรรถภาพชาย มาส์กหน้าใส รักษาฝ้า รักษาสิว ลดน้ำหนัก ลบรอยแผลเป็น ลิปบาล์ม สมุนไพร กลูต้าไทโอน คอลลาเจน ตังถังเช่า ถังเช่า ถุงยางอนามัย ทับทิม เวย์โปรตีน AHA Aloe vera grape seed Urea อุปกรณ์การแพทย์ FOR MEN FOR WOMEN Review COSMETIC Review Vitamin

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561

โยเกิร์ตกับคุณประโยชน์น่ารู้


โยเกิร์ตกับคุณประโยชน์น่ารู้



โยเกิร์ต ผลิตภัณฑ์จากนมที่ผ่านการหมักโดยใช้แบคทีเรียโปรไบโอติก (Probiotics) ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดดีตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้มีประโยชน์ในการฟื้นฟูและปรับสมดุลของแบคทีเรียในระบบย่อยอาหารและอวัยวะเพศหญิง การรับประทานโยเกิร์ตจึงอาจช่วยในการบรรเทาอาการท้องเสียหรือการติดเชื้อราในช่องคลอดให้ดีขึ้นได้



ตัวอย่างแบคทีเรีย เช่น แลคโตบาซิลลัสแอซิโดฟิลัส (Lactobacillus Acidophilus) แลคโตบาซิลลัส แรมโนซัส (Lactobacillus Rhamnosus) แลคโตบาซิลลัส บัลการิคัส (Lactobacillus Bulgaricus) เอนเทอโรค็อกคัส ฟีเชียม (Enterococcus Faecium) สเตรปโตค็อกคัส เทอร์โมฟิลัส (Streptococcus Thermophilus) และอีกหลากหลายชนิด

ประโยชน์อื่น ๆ ของโยเกิร์ตที่นิยมนำมาใช้ยังรวมถึงการรักษาหรือป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหารและระบบทางเดินปัสสาวะ ลดระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง หรือผู้ที่แพ้น้ำตาลแลคโตสบางคนก็เลือกรับประทานโยเกิร์ตแทนนม สารพัดสรรพคุณของโยเกิร์ตที่เชื่อกันนั้นเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด หากพิจารณาตามการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สามารถแบ่งระดับประสิทธิภาพของโยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์โปรไบโอติกกับการรักษาโรคต่าง ๆ ได้ดังนี้

ประโยชน์ของโยเกิร์ตที่อาจได้ผลจริง

อาการท้องเสียของทารกหรือเด็กเล็ก ด้วยคุณประโยชน์จากจุลินทรีย์มีชีวิต โยเกิร์ตอาจช่วยป้องกันหรือรักษาอาการท้องเสียที่เกิดขึ้นกับทารกและเป็นสาเหตุให้น้ำหนักตัวลดลง มีการทดลองให้เด็กอายุ 6-24 เดือนที่มีอาการท้องเสียมาน้อยกว่า 4 วัน จำนวน 80 คน แบ่งกลุ่มรับประทานโยเกิร์ตนมวัวพาสเจอไรซ์เพิ่มเติมจากการรักษาตามปกติ หรือรับการรักษาตามปกติจากโรงพยาบาล ผลลัพธ์ปรากฏว่าโยเกิร์ตมีส่วนช่วยลดความถี่ของการถ่ายท้องและทำให้น้ำหนักของทารกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ไม่เพียงแต่อาการท้องเสียชนิดเฉียบพลัน การทดลองกับเด็กที่ท้องเสียอย่างต่อเนื่องเองก็มีเช่นกัน เช่น การให้เด็กอายุ 3-36 เดือนที่มีปัญหานี้ รับประทานนมหรือโยเกิร์ตที่ทำจากนมสูตรเด็กแรกเกิดที่หมักแลคโตบาซิลลัสบัลการิคัสแทนนม ซึ่งก็พบว่าเด็กที่รับประทานโยเกิร์ตมีอาการท้องเสียลดน้อยลงกว่าอย่างน่าจะได้ผล ผู้วิจัยจึงให้ความเห็นว่าโยเกิร์ตอาจเป็นทางเลือกในการบรรเทาอาการท้องเสียต่อเนื่องของทารกในเบื้องต้นได้

อาการท้องเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะ โยเกิร์ตยังอาจช่วยลดอาการท้องเสียซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาบางชนิด โดยมีการทดลองกับผู้ป่วยในโรงพยาบาล 202 คน อายุเฉลี่ย 70 ปี ที่ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะหรือให้ยาโดยการฉีดเข้าเส้นเลือด ผลพบว่าการรับประทานอาหารเสริมโยเกิร์ตที่ประกอบด้วยโยเกิร์ต 227 กรัม เป็นเวลา 8 วัน หลังจากได้รับยาปฏิชีวนะ มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดอาการท้องเสียจากยาปฏิชีวนะได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทว่าอีกงานวิจัยที่ทดลองกับเด็กอายุมากกว่า 1 ปีที่ต้องได้รับยาปฏิชีวนะเป็นเวลา 1 สัปดาห์ กลับได้ผลไปในทางตรงกันข้าม หลังจากบริโภคโยเกิร์ตรสสตรอว์เบอร์รี่ที่มีจุลินทรีย์มีชีวิต 150 มิลลิลิตร นาน 12 วัน เริ่มตั้งแต่วันแรกที่เริ่มใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่พบว่ามีประสิทธิภาพลดอาการท้องเสียจากการรับประทานยาปฏิชีวนะแต่อย่างใด

ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันของ 2 งานวิจัยนี้ อาจเป็นปัจจัยจากอายุที่ต่างกันของกลุ่มผู้ทดลองหรือสาเหตุอื่นคงต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการรับประทานโยเกิร์ตเพื่อลดผลข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะบางชนิดยังควรระมัดระวังด้วยการไม่รับประทานในเวลาใกล้เคียงกัน เพราะโยเกิร์ตอาจส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ไม่เต็มที่

ป้องกันการติดเชื้อราในช่องคลอด เชื่อว่าจุลินทรีย์มีชีวิตในโยเกิร์ตนั้นมีประโยชน์ในการป้องกันหรือรักษาช่องคลอดอักเสบอันเกิดจากเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรีย จากการรวบรวมและวิเคราะห์งานวิจัยในด้านนี้มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์บางส่วนที่กล่าวว่าโยเกิร์ตอาจเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลต่อการป้องกันการติดเชื้อในช่องคลอด ดังงานวิจัยหนึ่งที่แนะนำว่าการรับประทานโยเกิร์ตโปรไบโอติกช่วยลดการเพิ่มจำนวนเชื้อราในช่องคลอดของหญิง 24 คน ได้มากกว่าการไม่รับประทานอาหารที่เป็นโปรไบโอติกเลย และยังช่วยลดอัตราการติดเชื้อในช่องคลอดของหญิงผู้ป่วยโรคติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีนัยสำคัญ

ภาวะแพ้แลคโตส ผู้ที่มีปัญหาไม่สามารถย่อยเอนไซม์แลคโตสในนมบางคนเลือกรับประทานโยเกิร์ตแทนนมเพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือท้องเสีย ทั้งนี้จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มี คาดว่าเป็นเพราะในโยเกิร์ตมีแบคทีเรียที่จะช่วยในการย่อย ทำให้ร่างกายสามารถย่อยแลคโตสในโยเกิร์ตได้ดีกว่าแลคโตสที่พบในในผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากนม

ดังงานวิจัยหนึ่งที่สนับสนุนประโยชน์ข้อนี้ของโยเกิร์ต โดยชี้ว่าเมื่อเปรียบเทียบระหว่างการรับประทานนม โยเกิร์ตที่ผ่านการพาสเจอไรซ์ และโยเกิร์ตที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์มีชีวิต 12 กรัม พบว่าเด็กที่แพ้แลคโตสมีอาการแพ้ลดน้อยลงหลังจากรับประทานโยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์มากกว่ากลุ่มที่ดื่มนม

โรคกระเพาะอาหารที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จุลินทรีย์โปรไบโอติกในโยเกิร์ตอาจช่วยรับมือกับแบคทีเรียเอชไพโลไร (H. pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร เมื่อใช้ควบคู่กับยาแผนปัจจุบันอย่างยาแลนโซพราโซล อะม็อกซีซิลลิน และคลาริโธรมัยซิน โดยจากการศึกษาชี้ว่าการผสมโยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสหรือไบฟิโดแบคทีเรียมเข้ากับยาเหล่านี้น่าจะช่วยให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามแผนการรักษาได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้การรักษาและกำจัดแบคทีเรียเอชไพโลไรมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่าการรับประทานโยเกิร์ตเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยกำจัดการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ โยเกิร์ตจะมีประโยชน์ในการรักษาโรคนี้ในรูปแบบใด คงต้องติดตามผลการวิจัยในอนาคตต่อไป

ลดระดับคอเลสเตอรอล บางงานวิจัยเผยว่าโยเกิร์ตอาจเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง เช่น การศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 44 คนที่มีไขมันชนิดไม่ดีสูง ด้วยการให้รับประทานโยเกิร์ตโปรไบโอติกที่ประกอบด้วยแลคโตบาซิลลัสแอซิโดฟิลัสและไบฟิโดแบคทีเรียมแลคติส วันละ 300 กรัม นาน 8 สัปดาห์ เทียบกับการรับประทานโยเกิร์ตธรรมดา ปรากฏว่ากลุ่มที่บริโภคโยเกิร์ตโปรไบโอติกมีสัดส่วนระหว่างไขมันไม่ดีต่อไขมันดีมากขึ้น โดยมีระดับไขมันดีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของไขมันไตรกลีเซอไรด์และไขมันคอเลสเตอรอลโดยรวม

เช่นเดียวกับอีกงานวิจัยที่ให้ผู้ป่วยภาวะไขมันในเลือดสูง 200-300 มิลลิกรัม/เดซิลิตร รับประทานโยเกิร์ตธรรมดาหรือโยเกิร์ตโปรไบโอติกที่มีแลคโตบาซิลลัสแอซิโดฟิลัสและไบฟิโดแบคทีเรียมแลคติสเพิ่มเติมจากแบคทีเรียที่พบในโยเกิร์ตทั่วไป วันละ 300 กรัม เป็นเวลา 6 เดือน เมื่อเทียบกันแล้ว โยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์มีชีวิตสามารถช่วยให้คอเลสเตอรอลโดยรวมของผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ระดับไขมันชนิดอื่น ๆ นั้นไม่พบความแตกต่างแต่ประการใด รวมทั้งไม่ได้ช่วยให้ระดับไขมันชนิดดีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาจไม่ใช่ทุกคนที่รับประทานโยเกิร์ตแล้วจะได้ผลข้างต้น เพราะงานวิจัยเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันได้

ประโยชน์ของโยเกิร์ตที่ยังไม่อาจระบุประสิทธิภาพ

อาการท้องเสียในผู้ใหญ่ เมื่อการรับประทานโยเกิร์ตอาจให้ผลดีต่อการรักษาอาการท้องเสียในทารก จึงเป็นที่สงสัยว่าจะมีสรรพคุณรักษาอาการท้องเสียในผู้ใหญ่ได้ด้วยหรือไม่ จากการศึกษาในชายสุขภาพดีจำนวน 541 คน กลุ่มหนึ่งรับประทานโยเกิร์ตที่ประกอบด้วยแลคโตบาซิลลัสคาเซอิ ส่วนอีกกลุ่มรับประทานโยเกิร์ตที่ไม่มีจุลินทรีย์โปรไบโอติก ซึ่งผลการทดลองปรากฏว่าโยเกิร์ตที่มีแลคโตบาซิลลัสคาเซอิไม่ได้ส่งผลให้อาการท้องเสียลดลงมากนัก ปัจจุบันจึงยังคงไม่อาจระบุได้ว่าโยเกิร์ตช่วยรักษาอาการท้องเสียในผู้ใหญ่ได้หรือไม่ อย่างไร

ช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรียวาไจโนซิส ซึ่งเป็นภาวะแบคทีเรียในช่องคลอดไม่สมดุล ทำให้มีตกขาวผิดปกติ โดยมีงานวิจัยแนะว่าการรับประทานโยเกิร์ตที่อุดมด้วยโปรไบโอติกจำพวกแลคโตบาซิลลัสทุกวันอาจค่อย ๆ ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแบคทีเรียวาไจโนซิสที่กลับมาเป็นซ้ำได้ นอกจากนี้ยังพบงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการใช้โยเกิร์ตรับมือกับภาวะนี้ในหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสแรกจำนวน 32 คน ด้วยการทาโยเกิร์ตบริเวณภายในช่องคลอด ซึ่งพบผลลัพธ์การรักษาในทางที่ดี และคาดว่าเป็นเพราะโยเกิร์ตมีส่วนช่วยปรับค่า pH และสมดุลของแบคทีเรียปกติในช่องคลอด

อาการท้องผูก หลายคนเชื่อว่าโยเกิร์ตมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ทางวิทยาศาสตร์เองก็มีการพิสูจน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ งานวิจัยหนึ่งให้หญิงท้องผูกที่ไม่ได้เกิดจากโรคทางกายและหญิงไม่มีอาการท้องผูก รวม 399 คน รับประทานโยเกิร์ตซิมไบโอติก ผลแสดงให้เห็นว่าหญิงที่มีอาการท้องผูกอยู่แล้วนั้นมีการขับถ่ายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรืออีกการทดลองในหญิงตั้งครรภ์ที่พบว่าการบริโภคโยเกิร์ตที่มีไบฟิโดแบคทีเรียมและแลคโตบาซิลลัสสูงหรือโยเกิร์ตธรรมดาวันละ 300 กรัมต่างก็มีส่วนช่วยให้ระบบการขับถ่ายระหว่างตั้งครรภ์ดีขึ้น ทว่าข้อมูลงานวิจัยเหล่านี้ก็ยังถือว่าไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถใช้ได้ผลกับทุกคน

ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง การศึกษาเกี่ยวกับข้อดีของโยเกิร์ตในการป้องกันโรคนี้ มีบางงานที่พบว่าการรับประทานโยเกิร์ตในปริมาณสูงมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการติดตามอาสาสมัคร 45,241 คนที่รับประทานโยเกิร์ตเป็นเวลา 12 ปี แต่ทว่างานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่ยังคงมีข้อจำกัดในหลาย ๆ ด้าน โยเกิร์ตจะมีบทบาทในการต่อต้านโรคมะเร็งชนิดนี้ได้จริงหรือไม่นั้นคงต้องพิสูจน์กันต่อไปจนกว่าจะแน่ใจได้

ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ผลการศึกษาประสิทธิภาพในด้านนี้ยังมีความไม่สม่ำเสมอ จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าโยเกิร์ตจะช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับหัวใจได้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ดี การศึกษาหนึ่งพบว่าการรับประทานโยเกิร์ตมากกว่า 200 กรัมต่อวันอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดน้อยลง ซึ่งจะได้ผลหรือไม่ได้ผลจริงก็ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยที่น่าเชื่อถือและรัดกุมกว่าในปัจจุบัน

ช่วยลดน้ำหนัก อีกหนึ่งสรรพคุณที่คุ้นเคยกันดีของโยเกิร์ต โดยจากการศึกษาทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของโยเกิร์ตกับการควบคุมน้ำหนักและองค์ประกอบของร่างกายที่เคยมีมา พบว่ายังคลุมเครืออยู่มากทีเดียว งานวิจัย 2 ใน 5 กล่าวว่าการรับประทานโยเกิร์ตในปริมาณมากส่งผลให้ผู้ทดลองมีอัตราการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักลดน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่มีงานหนึ่งที่นอกจากจะไม่พบว่าการรับประทานโยเกิร์ตมีส่วนช่วยลดน้ำหนัก การรับประทานโยเกิร์ตในปริมาณมากยังอาจส่งผลให้มีรอบเอวเพิ่มขึ้น ส่วนการศึกษาที่เหลือมีทั้งที่ไม่อาจหาข้อสรุปได้ หรือที่พบว่าการรับประทานโยเกิร์ตช่วยให้ชายที่มีภาวะอ้วนมีรอบเอวและน้ำหนักที่ลดลง แต่กลับส่งผลให้หญิงน้ำหนักปกติมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเมื่อรับประทานในปริมาณสูง

ลดกลิ่นปาก รักษาสุขภาพเหงือกและฟัน มีงานวิจัยออกมาว่าการรับประทานโยเกิร์ตประมาณวันละ 90 มิลลิลิตร โดยแบ่งรับประทานวันละ 2 ครั้ง นาน 6 สัปดาห์ มีประโยชน์ต่อการลดกลิ่นปากที่เกิดจากการสะสมของสารที่ทำให้เกิดกลิ่นในปาก เช่น ไฮโดรเจน ซัลไฟด์ โดยคาดว่าผลลัพธ์ดังกล่าวมีสาเหตุมาจากแบคทีเรียที่มีชีวิตในโยเกิร์ต โดยเฉพาะแบคทีเรียสเตปค็อกคัส เธอร์โมฟิลัสและแลคโตบาซิลลัสบัลการิคัส ที่อาจมีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นปากจากการสะสมของแบคทีเรียในปากได้

ไม่เพียงเท่านี้ ผู้วิจัยยังพบว่าเหล่าอาสาสมัครที่รับประทานโยเกิร์ตต่างมีระดับคราบจุลินทรีย์สะสมและการอักเสบของเหงือกที่ลดน้อยลงอย่างน่าจะมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งถึงแม้การศึกษาดังกล่าวจะยังมีผู้เข้าร่วมทดลองจำนวนน้อยและต้องมีการทดลองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล แต่การเพิ่มโยเกิร์ตเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่รับประทานก็อาจเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับขจัดกลิ่นปากที่ง่ายและปลอดภัย น่าลองทำตาม

บำรุงผิวหน้า สูตรบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มและขาวใสยอดนิยมและเชื่อว่าได้ผลดี คือการใช้โยเกิร์ตธรรมชาติพอกหน้าแล้วล้างออก สำหรับข้อพิสูจน์ในด้านนี้ การศึกษางานหนึ่งเผยผลลัพธ์จากการใช้มาส์กหน้าโยเกิร์ตซึ่งใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ โดยพบว่ามาส์กหน้าโยเกิร์ตช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ความสว่างใส และความหยืดหยุ่นให้แก่ผิวหน้าส่วนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี และแม้ผลการศึกษานี้จะยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ใจ แต่การใช้โยเกิร์ตพอกหน้าก็น่าจะเป็นอีกวิธีที่ไม่ยุ่งยากและปลอดภัย ทั้งนี้ผู้ที่รักการบำรุงผิวหน้าทั้งหลายควรลองทำตามอย่างเหมาะสมและระมัดระวังการแพ้หรือระคายเคืองจากการใช้

ฟื้นฟูผิวไหม้จากแสงแดด หลายคนที่ต้องเผชิญกับแสงแดดจนผิวแสบแดงหรือไหม้เลือกใช้โยเกิร์ตเป็นหนึ่งในทางเลือกของการฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาขาวใส ทว่าข้อมูลจากทางด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประโยชน์ข้อนี้ของโยเกิร์ตจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ในปัจจุบันก็ยังไม่ปรากฏ หากต้องการทำตามจึงควรคำนึงถึงความเหมาะสมและปลอดภัยด้วย

ประโยชน์ของโยเกิร์ตที่อาจไม่ได้ผลจริง

รักษาหรือป้องกันโรคหืด จากการทดลองเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของโยเกิร์ตต่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย แม้จะมีการศึกษาที่พบว่าโยเกิร์ตอาจส่งผลดีต่อผู้ป่วยโรคความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน เช่น โรคหืด โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอย่างในผู้สูงอายุ แต่รูปแบบของการศึกษาที่มียังเป็นปัญหาและมีข้อจำกัด ทำให้ผลลัพธ์ไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ ประกอบกับงานวิจัยหนึ่งเมื่อนานมาแล้วที่ผลลัพธ์ชี้ว่าการรับประทานโยเกิร์ตแลคโตบาซิลลัสแอซิโดฟิลัส 225 กรัม วันละ 2 ครั้ง ไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรคหืดระดับรุนแรงปานกลาง โยเกิร์ตจึงอาจไม่มีสรรพคุณส่งเสริมภูมิคุ้มกันแต่อย่างใด

ข้อควรระมัดระวังในการรับประทานโยเกิร์ต

สำหรับคนทั่วไปโดยมาก การรับประทานโยเกิร์ตเป็นอาหารนั้นค่อนข้างมีความปลอดภัย ส่วนการใช้โยเกิร์ตทาภายในช่องคลอดก็ไม่น่าจะทำให้เกิดอันตรายใด ๆ เช่นกัน โดยไม่พบรายงานเกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้มากนัก แต่มีบางกรณีที่ผู้ใช้มีอาการป่วยจากการใช้โยเกิร์ตที่ปนเปื้อนแบคทีเรียชนิดอื่น ซึ่งเป็นสาเหตุของโรค เพื่อความปลอดภัยจึงควรเลือกใช้โยเกิร์ตที่มีการกระบวนการเตรียมและเก็บรักษาอย่างเหมาะสม

แม้แต่หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรเองก็สามารถรับประทานโยเกิร์ตได้อย่างปลอดภัยในปริมาณอาหารที่ได้รับในแต่ละวัน และอาจไม่เป็นอันตรายหากใช้โยเกิร์ตทาภายในช่องคลอดระหว่างการตั้งครรภ์ โดยมีงานวิจัยขนาดเล็กที่ไม่พบผลข้างเคียงจากการใช้โยเกิร์ตในหญิงตั้งครรภ์ ทว่าการใช้โยเกิร์ตทาในช่องคลอดของหญิงที่กำลังให้นมบุตรนั้นยังไม่มีการศึกษาที่รับรองความปลอดภัยได้เพียงพอ ทางที่ดีจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ในลักษณะดังกล่าว

นอกจากนี้ มีข้อกังวลว่าแบคทีเรียที่มีชีวิตในโยเกิร์ตอาจไปเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลเสียต่อผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยโรคติดเชื้อเอชไอวีหรือโรคเอดส์ หรือผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยพบรายงานว่าแลคโตบาซิลลัสในโยเกิร์ตเป็นสาเหตุให้เกิดโรคในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ แต่ก็ไม่บ่อยครั้ง เพื่อความปลอดภัยผู้ป่วยภาวะนี้ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรียมีชีวิตในปริมาณมากเป็นเวลานาน ๆ โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

ปฏิกิริยาของโยเกิร์ตกับยารักษาโรค

การรับประทานโยเกิร์ตควบคู่กับยารักษาโรคต่อไปนี้ควรระมัดระวัง เนื่องจากมีโอกาสก่อให้เกิดผลข้างเคียงตามมา
ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีน (Tetracycline antibiotics) เช่น ยามิโนไซคลีน และเตตราไซคลีน เนื่องจากในโยเกิร์ตมีแคลเซียมซึ่งอาจไปจับตัวกับยาในท้องและลดการดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดน้อยลง ทางที่ดีควรงดรับประทานโยเกิร์ตใน 2 ชั่วโมงก่อนการใช้ยา และ 4 ชั่วโมงหลังจากใช้ยาชนิดนี้
ยาไซโปรฟลอกซาซิน อาจมีประสิทธิภาพลดลงเช่นกันเมื่อรับประทานกับโยเกิร์ต จึงไม่ควรรับประทานโยเกิร์ตในช่วง 1 ชั่วโมงหลังการรับประทานยา
ยาที่ลดภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น ยาอะซาไธโอพรีน บาซิลิซิแมบ ไซโคลสปอริน ทาโครลิมัส ไซโลลิมัส เพรดนิโซน ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ และอื่น ๆ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่ออาการป่วยอันเกิดจากแบคทีเรียและยีสต์ในโยเกิร์ต

ปริมาณการใช้โยเกิร์ต

โยเกิร์ตโดยทั่วไปควรประกอบด้วยจุลินทรีย์มีชีวิตอย่างน้อย 100 ล้านตัวต่อกรัม ทั้งนี้ปริมาณการใช้โยเกิร์ตในการรักษาหรือป้องกันโรคตามการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่มีและพบว่าน่าจะปลอดภัย มีดังนี้
ป้องกันอาการท้องเสียที่เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะ รับประทานโยเกิร์ตที่มีแลคโตบาซิลัส จีจี (Lactobacillus GG) วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 125 มิลลิลิตรตลอดช่วงการใช้ยาปฏิชีวนะ และมีบางงานวิจัยที่แนะนำให้รับประทานครั้งละ 240 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ควรรับประทานก่อนหรือหลังการใช้ยาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
บรรเทาอาการท้องเสีย รับประทานโยเกิร์ตที่มีแลคโตบาซิลลัสคาเซอิ วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 125 กรัม
ลดระดับคอเลสเตอรอล โยเกิร์ตที่ใช้ทดลองโดยทั่วไป คือ โยเกิร์ตที่ประกอบด้วยแลคโตบาซิลลัสแอซิโดฟิลัส รับประทานวันละ 200 มิลลิลิตร บางงานวิจัยใช้โยเกิร์ตแลโตบาซิลลัสแอซิโดฟิลัส 125 มิลลิลิตร ผสมกับสารโอลิโกฟรุกโตส 2.5% รับประทานวันละ 3 ครั้ง หรืออีกงานหนึ่งที่ให้รับประทานโยเกิร์ต 450 มิลลิลิตร อันประกอบด้วยเอนเทอโรค็อกคัส ฟีเชียม และสเตปค็อกคัสแบคทีเรีย
ป้องกันการติดเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด โดยทั่วไปทดลองโดยให้รับประทานโยเกิร์ตที่มีแลคโตบาซิลลัสแอซิโดฟิลัส ในปริมาณวันละ 150 มิลลิลิตร

https://www.pobpad.com
สนใจสินค้านี้ สั่งซื้อราคาถูกพิเศษที่>>http://www.vitamin24hr.com
ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท
แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr
หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr
****
วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า ^__^

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

www.True100percent.com โทร 092-6161666, 02-0027539 : LINE: @mox9486f

เวชสำอางค์ ให้คุณช้อปจนจุใจ