http://www.true100percent.com/

http://www.true100percent.com/
สั่งซื้อสินค้าอออนไลน์ ได้ง่ายๆ คลิกเลย^^ www.true100percent.com
atopalm atopiclair Beta-Curve Bio-oil BK MASK burnova cetaphil CG210 COLLA-L creatine activ Dermalis DERMALIS skincare dermatix Dr.Jill DYMABURN Ellgy eucerin EZERRA Gluta Mc Plus HAKUBI C Gel Helionof Himalaya hiruscar LA ROCHE LIPO8 MAXKIN MC PLUS mederma MEDMAKER Meiji Melloderm-HQ Neocell okamoto OMG Physiogel pico Preme SAND-M scagel scaresthetique scargel Smooth-E spectraban TOMEI Vistra vitara berich Zermix กระชับสัดส่วน กระตุ้นภูมิคุ้มกัน กันแดด ครีมบำรุงผิว เคล็ดลับสุขภาพดี เคล็ดลับหน้าขาวใส ช่วยนอนหลับ ที่ตรวจการตกไข่ ที่ตรวจครรภ์ใช้ง่าย ที่ตรวจยาบ้า บำรุงกระดูกและข้อต่อ บำรุงสุขภาพ ปากแห้ง ผมร่วง ผิวขาว ผิวแพ้ง่าย เพิ่มสมรรถภาพชาย มาส์กหน้าใส รักษาฝ้า รักษาสิว ลดน้ำหนัก ลบรอยแผลเป็น ลิปบาล์ม สมุนไพร กลูต้าไทโอน คอลลาเจน ตังถังเช่า ถังเช่า ถุงยางอนามัย ทับทิม เวย์โปรตีน AHA Aloe vera grape seed Urea อุปกรณ์การแพทย์ FOR MEN FOR WOMEN Review COSMETIC Review Vitamin

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561

โรคหัวใจและความดันโลหิตสูง


โรคหัวใจและความดันโลหิตสูง



การดูแลระบบหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจจัดเป็นหนึ่งในโรคที่คุกคามชีวิตคนทั่วโลก สำหรับประเทศไทยในปี 2552 สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการตายอันดับสองในกลุ่มโรคไม่ติดต่อรองจากอุบัติเหตุโดยมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากถึง 4 ล้านกว่าคน และมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างน่าตกใจโรคหัวใจสามารถแบ่งได้ 5 ประเภท ดังนี้

1. โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูง

ถ้าความดันโลหิตสูงผิดปกตินานๆ หัวใจต้องทำงานหนัก ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้นขนาดหัวใจโตขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้อาการ มักจะมีอาการเหนื่อยง่าย หอบเท้าบวมนอนราบไม่ได้นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเลี้ยงอีกด้วย

2. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

เป็นโรคหัวใจที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญได้แก่อายุที่มากขึ้นการสูบบุหรี่จัด ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง และการไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้มีการตีบตันในหลอดเลือดเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้

อาการ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกหรือเหนื่อยง่าย จุกแน่น เสียดหรือแสบร้อนในบริเวณทรวงอก เหงื่อออก ใจสั่น เป็นลมอาจเป็นแบบฉับพลันและรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือที่เรียกว่าหัวใจพิบัติ (Heart Attack) ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน

3. ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ที่หัวใจเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติเนื่องจากความผิดปกติของการกำเนิดกระแสไฟฟ้าหัวใจ การนำไฟฟ้าหัวใจหรือทั้ง 2 อย่างร่วมกัน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจเกิดจากโรคหัวใจหลายชนิด เช่น ลิ้นหัวใจผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หรือหลอดเลือดหัวใจตีบตันหรือความผิดปกติอื่นๆ เช่น การส่งกระแสลัดวงจร มีแผลเป็นหรือก้อนไขมันทำให้หัวใจมีจุดที่สร้างกระแสไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ

อาการ ผู้ป่วยอาจมีอาการใจสั่น หน้ามืด เจ็บหน้าอกอ่อนเพลีย หมดสติ หรือหัวใจวาย ขึ้นกับอัตราเร็วของหัวใจเต้น ระยะเวลาที่เกิดรวมทั้งสาเหตุ อย่างไรก็ตามถ้าหัวใจบีบตัวได้ปกติ โอกาสเกิดหัวใจวายก็น้อย

4. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

เกิดเนื่องจากมีความผิดปกติของการเจริญเติบโตของหัวใจในขณะที่อยู่ในครรภ์มารดาโดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ โรคหัวใจพิการที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากการมีรูโหว่ที่ผนังกั้นภายในห้องหัวใจ ลิ้นหัวใจตีบตันหรือรั่วหลอดเลือดออกผิดจากตำแหน่งปกติ เป็นต้น สามารถวิเคราะห์ความ ผิดปกติได้ตั้งแต่ขณะอยู่ในครรภ์มารดา โดยการตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram)

5. โรคหัวใจรูห์มาติค

พบในเด็กอายุ 7-15 ปี สัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดเบต้าฮีโมไลติคสเตร็ปโตคอคคัสที่ลำคอ ซึ่งทำให้คออักเสบ ไข้สูงร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคนี้ถ้าได้รับเชื้อโรคนี้ซ้ำอีกจะเกิดอาการอักเสบที่หัวใจ โดยเฉพาะที่ลิ้นหัวใจปวดบวมที่ข้อ และมีผื่นที่ลำตัว ในรายที่เป็นมากอาจทำให้หัวใจวายและเสียชีวิตได้ถ้ามีอาการอักเสบซ้ำหลายครั้งจะเกิดพังผืดขึ้นที่ลิ้นหัวใจจนเปิดไม่เต็มที่หรือปิดไม่สนิททำให้ลิ้นหัวใจตีบแคบลงหรือรั่ว



การปฏิบัติตัวให้มีชีวิตยืนยาวห่างไกลโรคหัวใจ

มี 7 ประการด้วยกันคือ
งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ของเสพติดมึนเมา
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ควบคุมจิตใจและอารมณ์อย่าให้มีความเครียด
ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำรับประทานผักผลไม้ที่มีกากใยมากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารทอดหรือเจียวน้ำมัน

7. พบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอเพื่อหาวิธีป้องกันรักษาโรคหัวใจและเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดไป


โรคความดันโลหิตสูงน่ากลัวกว่าที่คิด

ความดันโลหิตสูงได้กลายมาเป็นปัญหาทางสุขภาพของมหาชนที่สำคัญที่สุดด้วยความชุกที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคไตตามสถิติปี ค.ศ. 2000 มีผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงทั้งหมดประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรโลกที่เป็นผู้ใหญ่และยังเป็นที่คาดว่าในปี ค.ศ. 2025 อัตราส่วนของการเกิดความดันโลหิตสูงจะเพิ่มขึ้นเป็น 29% ของผู้ใหญ่ทั้งโลกหรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 1,560 ล้านคนสำหรับประเทศไทย สามารถพบในผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ความดันโลหิตสูง หมายถึง ภาวะที่ระดับความดันโลหิต 140/90 มม.ปรอท หรือมากกว่าซึ่งจะเป็นค่าบนหรือค่าล่างก็ได้

โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ที่มีความดันโลหิตสูงมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็นเมื่อรู้ตัวว่าเป็นส่วนมากจะไม่ได้รับการดูแลรักษาส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากไม่มีอาการ ทำให้คนส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้ความสนใจเมื่อเริ่มมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนแล้วจึงจะเริ่มสนใจและรักษาซึ่งบางครั้งก็อาจจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควรการควบคุมความดันโลหิตให้ปกติอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดโอกาสเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ปัจจัยที่มีผลต่อความดันโลหิต 

ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ดังนี้
อายุ ส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้นความดันโลหิตจะสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ขณะอายุ 18 ปี ความดันโลหิต เท่ากับ 120/70 มม.ปรอท แต่พออายุ 60 ปี ความดันโลหิตอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 140/90 มม.ปรอท แต่ก็ไม่ได้เป็นกฎตายตัวว่าอายุมากขึ้นความดันโลหิตจะสูงขึ้นเสมอไป อาจวัดได้ 120/70 มม.ปรอท เท่าเดิมก็ได้
ช่วงเวลาแต่ละวัน ความดันโลหิตจะขึ้นลงไม่เท่ากันตลอดวัน ตัวอย่างเช่น ในตอนเช้าความดันโลหิตอาจลดลงเนื่องจากอัตราการเผาผลาญภายในเซลล์ (Metabolic rate) ลดลงและเพิ่มขึ้นตลอดวันจนสูงสุดช่วงบ่ายหรือตอนเย็น และต่ำลงในตอนกลางคืน
จิตใจและอารมณ์ พบว่ามีผลต่อความดันโลหิตได้มากขณะที่ได้รับความเครียด อาจทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าปกติได้ถึง 30 มม.ปรอท ภายหลังการพักผ่อนความดันโลหิตก็จะกลับมาสู่ภาวะปกติได้หรือเมื่อรู้สึกเจ็บปวดก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้เช่นกัน
เพศ พบว่าเพศชายจะเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้บ่อยกว่าเพศหญิง
พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ผู้ที่มีบิดาและมารดาเป็นโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติในครอบครัวแม้แต่สิ่งแวดล้อมที่เคร่งเครียด ก็ทำให้มีแนวโน้มการเป็นโรคความดันสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
สภาพภูมิศาสตร์ ผู้ที่อยู่ในสังคมเมืองจะพบภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าในสังคมชนบท
เชื้อชาติ พบว่าชาวแอฟริกันอเมริกันมีความดันโลหิตสูงมากกว่าชาวอเมริกันผิวขาว

ภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง ได้แก่
หัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้ผนังหัวใจหนาตัวและถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องผนังหัวใจจะยืดออกและเสียหน้าที่ ทำให้เกิดหัวใจโต และหัวใจวายได้ในที่สุด
ภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตันหรือแตก ทำใหเป็นอัมพาตหรือ เสียชีวิตได้ถ้าเป็นเรื้อรัง อาจกลายเป็นโรคความจำเสื่อม สมาธิลดลง
เลือดอาจไปเลี้ยงไตไม่พอ เนื่องจากหลอดเลือดเสื่อมทำให้ไตวายเรื้อรังและภาวะไตวายจะยิ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอีก
ผลต่อหลอดเลือดที่ตา เช่น เลือดออกที่จอตา มีผลทำให้ตามัวจนถึงตาบอดได้ 

การดูแลสุขภาพสำหรับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง

นอกจากการรักษาด้วยยาแล้วควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตเพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิต ดังนี้

อาหารสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
ควรใช้สารปรุงแต่งรส เช่น น้ำปลา ซอส ซีอิ้ว ในปริมาณพอเหมาะหลีกเลี่ยงการใช้ผงชูรสเนื่องจากสารปรุงรสเหล่านี้มีส่วนประกอบของโซเดียมซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูงอาจทำให้มีการสะสมน้ำในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ หัวใจและไตทำงานหนักมากขึ้นปริมาณโซเดียมที่แนะนำให้กินในแต่ละวันไม่ควรเกิน 2400 มิลลิกรัม (ดูตารางประกอบ)

การแสดงปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุง

น้ำปลา
หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
โซเดียม (ม.ก.) - 1160- 1490

ซีอิ้วขาว
หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
โซเดียม (ม.ก.) - 960-1460

ซอสหอยนางรม
หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
โซเดียม (ม.ก.) - 420-490

กะปิ
หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
โซเดียม (ม.ก.) - 1430-1490

เกลือ
หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
โซเดียม (ม.ก.) - 2000

ผงชูรส
หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
โซเดียม (ม.ก.) - 492

น้ำพริกเผา
หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
โซเดียม (ม.ก.) - 410

น้ำพริกตาแดง
หนึ่งหน่วยบริโภค - 1 ช้อนโต๊ะ
โซเดียม (ม.ก.) - 560

ข้อควรหลีกเลี่ยง
หลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัด เช่น อาหารแปรรูปต่างๆ ไส้กรอก กุนเชียง แฮม หมูแผ่นหมูหยอง ผักดองต่างๆ เต้าหู้ยี้ ปลาเค็ม ไข่เค็ม เป็นต้น
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่ใช้น้ำมันปริมาณมากโดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมันไขมันจากสัตว์ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กะทิ
จำกัดน้ำมันในการประกอบอาหาร และควรเลือกใช้น้ำมันพืชในการประกอบอาหาร
รับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ
ดื่มนมพร่องมันเนย หรือผลิตภัณฑ์จากนมพร่องมันเนย เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำเป็นประจำ


การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

ประเภท ควรเน้นการออกกำลังกายแบบที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายโดยใช้กล้ามเนื้อ มัดใหญ่อย่างต่อเนื่อง เช่น เดิน วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิก รำมวยจีน หากมีปัญหาปวดเข่า ข้อเท้า หรือสะโพกไม่สามารถออกกำลังที่ต้องอาศัย การยืนลงน้ำหนัก ควรเลือก ออกกำลังในน้ำ เช่น เดิน วิ่ง เต้นแอโรบิกในน้ำ หรือขี่จักรยาน แต่ต้องปรับระดับอานจักรยานให้เหมาะสม

ความถี่ อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ หรือวันเว้นวัน

ระยะเวลา ทำต่อเนื่องนาน 20 นาที ถึง 60 นาที

ระดับ ให้เหนื่อยพอสมควร ยังพอพูดและคุยได้อย่าให้เหนื่อยมากจนพูดไม่ออก

สำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกาย หรือออกกำลังไม่สม่ำเสมอควรเริ่มต้นโดยการออกกำลังแบบเบาๆ ก่อน และค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาดังนี้

สัปดาห์ที่ 1 วันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที 

สัปดาห์ที่ 2 วันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาที

สัปดาห์ที่ 3 วันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 20-25 นาที

สัปดาห์ที่ 4 วันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 25-30 นาที

ถ้าเริ่มออกกำลังต่อเนื่องได้นาน 30 นาที ครั้งต่อไปให้เริ่มออกกำลังในระดับที่หนักขึ้น หลังสัปดาห์ที่ 5-6 ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาจนได้ 30-60 นาที ทำวันละ 1 รอบ หรือวันเว้นวันขั้นตอนการออกกำลังกายควรปฏิบัติตามหลักการออกกำลังกายที่ถูกต้อง คือมีช่วงอบอุ่นร่างกาย ช่วงออกกำลังกาย และช่วงชะลอ นอกจากนั้นควรเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน เช่น การทำงานบ้าน ทำสวน ล้างรถ ถ้าเดินทางในระยะใกล้ๆ ใช้วิธีเดินแทนการนั่งรถ เป็นต้น จะมีผลช่วยป้องกันและควบคุมความดันโลหิตสูงได้ดีขึ้น

วิตามินและสารอาหารที่แนะนำในการดูแลหัวใจและภาวะความดันโลหิตสูง 

1. โคเอนไซม์คิวเทน เป็นสารสำคัญในการสร้างพลังงานพื้นฐานของเซลล์ในร่างกายและโดยเฉพาะหัวใจ ช่วยลดอนุมูลอิสระที่จะทำลายไนตริก ออกไซด์ซึ่งมีคุณสมบัติขยายหลอดเลือด ขนาดรับประทานที่แนะนำ คือ วันละ 100 มิลลิกรัม

2. น้ำมันปลา ช่วยควบคุมระดับไขมันในหลอดเลือด ลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ขนาดรับประทานที่แนะนำ พิจารณาจากปริมาณ EPA+DHA ต้องได้รับวันละ 3,000 มิลลิกรัม 

3. น้ำมันกระเทียม ช่วยควบคุมระดับไขมันในหลอดเลือด ลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ขนาดรับประทานที่แนะนำ คือวันละ 2- 5 มิลลิกรัม

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูกพิเศษได้ที่>> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท

แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr

หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr

****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

www.True100percent.com โทร 092-6161666, 02-0027539 : LINE: @mox9486f

เวชสำอางค์ ให้คุณช้อปจนจุใจ