http://www.true100percent.com/

http://www.true100percent.com/
สั่งซื้อสินค้าอออนไลน์ ได้ง่ายๆ คลิกเลย^^ www.true100percent.com
atopalm atopiclair Beta-Curve Bio-oil BK MASK burnova cetaphil CG210 COLLA-L creatine activ Dermalis DERMALIS skincare dermatix Dr.Jill DYMABURN Ellgy eucerin EZERRA Gluta Mc Plus HAKUBI C Gel Helionof Himalaya hiruscar LA ROCHE LIPO8 MAXKIN MC PLUS mederma MEDMAKER Meiji Melloderm-HQ Neocell okamoto OMG Physiogel pico Preme SAND-M scagel scaresthetique scargel Smooth-E spectraban TOMEI Vistra vitara berich Zermix กระชับสัดส่วน กระตุ้นภูมิคุ้มกัน กันแดด ครีมบำรุงผิว เคล็ดลับสุขภาพดี เคล็ดลับหน้าขาวใส ช่วยนอนหลับ ที่ตรวจการตกไข่ ที่ตรวจครรภ์ใช้ง่าย ที่ตรวจยาบ้า บำรุงกระดูกและข้อต่อ บำรุงสุขภาพ ปากแห้ง ผมร่วง ผิวขาว ผิวแพ้ง่าย เพิ่มสมรรถภาพชาย มาส์กหน้าใส รักษาฝ้า รักษาสิว ลดน้ำหนัก ลบรอยแผลเป็น ลิปบาล์ม สมุนไพร กลูต้าไทโอน คอลลาเจน ตังถังเช่า ถังเช่า ถุงยางอนามัย ทับทิม เวย์โปรตีน AHA Aloe vera grape seed Urea อุปกรณ์การแพทย์ FOR MEN FOR WOMEN Review COSMETIC Review Vitamin

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561

แคลอรี่: คำนวณอย่างไร ให้ดีต่อสุขภาพ


แคลอรี่: คำนวณอย่างไร ให้ดีต่อสุขภาพ



แคลอรี่ (Calories) คือ หน่วยวัดพลังงานอย่างหนึ่งของอาหาร ส่วนใหญ่แล้ว จะหมายถึงพลังงานที่ได้รับจากการบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม หรือพลังงานที่ร่างกายใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ มักเรียกว่า "กิโลแคลอรี่" (Kilocalories) ซึ่งจะเขียนอยู่บนฉลากอาหารว่า kcal โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายต้องการแคลอรี่ เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่หายใจไปจนถึงกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การเดินหรือการวิ่ง อย่างไรก็ตาม หากรับจำนวนแคลอรี่มากกว่าที่เผาผลาญออกไป ร่างกายจะแปรรูปพลังงานเหล่านั้นเป็นไขมันส่วนเกินเก็บสะสมตามร่างกาย ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น



ความแตกต่างระหว่างกิโลแคลอรี่ (kcals) และกิโลจูล (kJ)

โดยทั่วไปแล้ว ฉลากของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ จะประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับน้ำหนักของอาหารหรือเครื่องดื่ม ส่วนประกอบของอาหารหรือเครื่องดื่ม ส่วนผสมที่อาจทำให้เกิดการแพ้ วิธีเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณพลังงานที่ได้รับจากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มนั้น ๆ โดยข้อมูลเกี่ยวกับแคลอรี่หรือปริมาณพลังงานที่จะได้รับเรียกว่าข้อมูลทางโภชนาการ ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถคำนวณปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวันได้อย่างเหมาะสม หน่วยพลังงานหรือแคลอรี่ที่ระบุบนฉลากของผลิตภัณฑ์แต่ละอย่าง จะใช้ว่า kcals ซึ่งย่อมาจาก Kilocalories (กิโลแคลอรี่) คำว่ากิโลแคลอรี่ ถือเป็นคำเรียกของแคลอรี่อีกคำหนึ่ง ทั้งนี้ ยังปรากฏคำเรียกสำหรับหน่วยวัดพลังงานหรือแคลอรี่ว่า "กิโลจูล" (Kilojoules, kJ) โดยคำนี้เป็นหน่วยวัดแคลอรี่ระบบเมตริกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสากล

พลังงานจำนวน 1 กิโลแคลอรี่ เท่ากับพลังงานจำนวน 4.2 กิโลจูล หากต้องการแปลงหน่วยพลังงานจากกิโลแคลอรี่เป็นกิโลจูล สามารถทำได้โดยนำจำนวนพลังงานของหน่วยกิโลแคลอรี่คูณกับ 4.2 ก็จะได้จำนวนพลังงานในหน่วยกิโลจูล

จำนวนแคลอรี่ที่ควรได้รับ

โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายควรได้รับพลังงานในแต่ละวันอย่างเพียงพอและเหมาะสม โดยผู้ชายควรได้รับพลังงานจากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มในปริมาณ 2,500 กิโลแคลอรี่ (10,500 กิโลจูล) ส่วนผู้หญิงควรได้รับพลังงานในแต่ละวันไม่เกิน 2,000 กิโลแคลอรี่ (8,400 กิโลจูล) ทั้งนี้ เด็กแต่ละวัยมีความต้องการแคลอรี่แตกต่างกัน โดยเด็กโตต้องการพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากกว่าเด็กเล็ก ส่วนวัยรุ่นต้องการพลังงานในจำนวนที่ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวันนั้นอาจแตกต่างกันไปตามปัจจัยอื่น เช่น เพศ อายุ น้ำหนักและส่วนสูงของร่างกาย หรือกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน ข้อมูลทางโภชนาการที่ระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ถือเป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจจำนวนแคลอรี่ของอาหารหรือเครื่องดื่มที่รับประทานเข้าไปได้ โดยข้อมูลดังกล่าวจะระบุข้อมูลของไขมัน ไขมันอิ่มตัว คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล โปรตีน และเกลือ ในปริมาณ 100 กรัม หรือหนึ่งหน่วยบริโภคของอาหารหรือเครื่องดื่มนั้น ๆ

นอกจากนี้ ฉลากของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มยังระบุปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวัน (Reference Intake: RI) ไว้ด้วย ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลของสารอาหารต่าง ๆ และพลังงานที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยทั่วไปแล้ว ผู้ใหญ่ที่ทำกิจกรรมตามปกติควรได้รับพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี่ จากสารอาหารแต่ละอย่างในปริมาณที่เหมาะสม ได้แก่ ไขมันทั้งหมด 70 กรัม ไขมันอิ่มตัว 20 กรัม คาร์โบไฮเดรต 260 กรัม น้ำตาลทั้งหมด 90 กรัม โปรตีน 50 กรัม และเกลือ 6 กรัม โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ไขมัน คือสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยจะช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานและดูดซึมวิตามินต่าง ๆ เช่น วิตามินเอหรือวิตามินดี รวมทั้งเสริมสร้างไขมันจำเป็นบางอย่างที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรรับประทานไขมันในปริมาณที่พอเหมาะ โดยไขมันแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ได้แก่ ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fats) ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fats) และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fats) ผลิตภัณฑ์อาหารส่วนใหญ่มักมีไขมันทั้ง 3 ชนิดรวมกันอยู่ นอกจากนี้ ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ (Trans Fats) ยังจัดเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ส่วนไขมันชนิดไม่อิ่มตัวถือเป็นไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มักพบในเมล็ดพืช ธัญพืช ถั่วต่าง ๆ ผัก และผลไม้ เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด น้ำมันงา น้ำมันดอกทานตะวัน หรือน้ำมันมะกอก ช่วยเพิ่มระดับไขมันดีให้กับร่างกาย ทั้งนี้ กรดไขมันโอเมก้า 3 ยังช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ปรับระดับการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ รวมทั้งฟื้นฟูร่างกายให้ดีขึ้นหลังประสบภาวะหัวใจล้มเหลว อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์อาหารมักระบุปริมาณไขมัน 2 ประเภทที่ควรได้รับ ได้แก่ ไขมันทั้งหมด และไขมันอิ่มตัว ดังนี้
ไขมันทั้งหมด ปริมาณไขมันทั้งหมดที่ระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์อาหารหรือเครื่องดื่มถือว่าเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมาก เนื่องจากไขมันทุกชนิดจะให้จำนวนแคลอรี่เท่ากัน
ไขมันอิ่มตัว ไขมันอิ่มตัวจะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายให้สูงขึ้น ซึ่งทำให้เสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ ผู้บริโภคควรรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวในปริมาณน้อย โดยไขมันชนิดนี้มักพบในน้ำมันหมู เนย หรือไขมันสัตว์ ขนมเค้ก บิสกิต ผลิตภัณฑ์เนยนมที่มีไขมันสูง
คาร์โบไฮเดรต คาร์โบไฮเดรตคือแหล่งพลังงานของร่างกาย โดยร่างกายจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตมาเป็นพลังงานในรูปของกลูโคส เพื่อช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้ตามปกติ รวมทั้งรักษามวลกล้ามเนื้อภายในร่างกายเอาไว้ หากร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ ก็จะนำกรดไขมันมาแปรรูปเป็นพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ กระบวนการดังกล่าวจะก่อให้เกิดคีโตน ซึ่งต้องย่อยสลายโปรตีนและทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ คาร์โบไฮเดรตแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ น้ำตาลเชิงเดี่ยว (Simple Sugars) และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex Carbohydrates) โดยคาร์โบไฮเดรตชนิดน้ำตาลเชิงเดี่ยวจะแปรรูปเป็นพลังงานได้เร็ว มักพบในน้ำตาล ไซรัป น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง หรือน้ำตาลมะพร้าว เช่น แยมทาขนมปัง ลูกอม น้ำผลไม้ ส่วนคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจะค่อย ๆ ถูกแปรรูปเป็นพลังงานให้ร่างกาย พบในอาหารที่มีน้ำตาลธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น นม ผัก ผลไม้ ขนมปัง ข้าว หรือมันฝรั่ง
น้ำตาลทั้งหมด น้ำตาล คือสารให้ความหวาน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ น้ำตาลสังเคราะห์ที่ใช้เติมรสชาติในอาหารหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น ซูโครส หรือกลูโคส และน้ำตาลที่มาจากธรรมชาติ เช่น น้ำผึ้ง ไซรัป น้ำผลไม้ที่ไม่เติมน้ำตาลสังเคราะห์ ฟรักโทสในผลไม้ หรือแลคโทสในนม ผู้บริโภคควรบริโภคน้ำตาลแต่น้อย เนื่องจากน้ำตาลให้พลังงาน แต่ไม่ได้ให้สารอาหารเพื่อไปเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย ทั้งนี้ น้ำตาลมีอยู่แล้วในอาหารทั่วไป ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเติมน้ำตาลเพื่อเพิ่มรสชาติ เนื่องจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไปจะทำให้ฟันผุ โดยเด็กควรบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสม ดังนี้
เด็กอายุ 4-6 ปี ควรบริโภคน้ำตาล 19 กรัม หรือน้ำตาล 5 ก้อน
เด็กอายุ 7-10 ปี ควรบริโภคน้ำตาล 24 กรัม หรือน้ำตาล 6 ก้อน
เด็กอายุ 11 ปี หรือมากกว่านั้น ควรบริโภคน้ำตาล 30 กรัม หรือน้ำตาล 7 ก้อน
โปรตีน โปรตีนนับเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากจะช่วยเสริมสร้างกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งพัฒนาร่างกายให้เจริญเติบโตตามปกติ หากได้รับโปรตีนในปริมาณมากเกินความต้องการ ร่างกายจะนำไปแปรรูปเป็นพลังงาน เพื่อใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

วิธีตรวจจำนวนแคลอรี่บนฉลากอาหารและเครื่องดื่ม

ผู้บริโภคที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารหรือเครื่องดื่มมารับประทานนั้น สามารถคำนวณปริมาณพลังงานที่ได้รับจากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ โดยพิจารณาว่าอาหารหรือเครื่องดื่มมีไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว และน้ำตาลในปริมาณที่สูงเกินไปหรือไม่ ดังนี้
ไขมันทั้งหมด
ปริมาณสูง: มากกว่า 17.5 กรัม ของปริมาณไขมัน 100 กรัม
ปริมาณต่ำ: 3 กรัม ของปริมาณไขมัน 100 กรัม หรือน้อยกว่านั้น
ไขมันอิ่มตัว
ปริมาณสูง: มากกว่า 5 กรัม ของปริมาณไขมันอิ่มตัว 100 กรัม
ปริมาณต่ำ: 1.5 กรัม ของปริมาณไขมันอิ่มตัว 100 กรัม หรือน้อยกว่านั้น
น้ำตาล
ปริมาณสูง: มากกว่า 22.5 กรัม ของปริมาณน้ำตาลทั้งหมด 100 กรัม
ปริมาณต่ำ: 5 กรัม ของปริมาณน้ำตาลทั้งหมด 100 กรัม หรือน้อยกว่านั้น

วิธีนับแคลอรี่

ผู้บริโภคที่ต้องการคำนวณจำนวนแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวันด้วยตัวเอง สามารถทำได้โดยสังเกตปริมาณของ

สารอาหารต่าง ๆ ที่ระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์ของอาหารหรือเครื่องดื่มที่บริโภค โดยสารอาหารแต่ละอย่างมีจำนวนแคลอรี่ในปริมาณ 1 กรัม ดังนี้
คาร์โบไฮเดรต 4 กิโลแคลอรี่ (16 กิโลจูล) โดยคาร์โบไฮเดรตแต่ละอย่างอาจให้พลังงานต่างกัน
โปรตีน 4 กิโลแคลอรี่ (17 กิโลจูล)
ไขมัน 9 กิโลแคลอรี่ (37 กิโลจูล) โดยกรดไขมันบางอย่างอาจให้พลังงานต่างกัน
แอลกอฮอล์ 7 กิโลแคลอรี่ (29 กิโลจูล)
ไฟเบอร์ 3 กิโลแคลอรี่ (13 กิโลจูล)
น้ำเปล่า 0 กิโลแคลอรี่ (0 กิโลจูล)

เมื่อทราบปริมาณของสารอาหารแต่ละอย่างแล้ว ให้นำปริมาณกรัมของสารอาหารที่ต้องการคำนวณแคลอรี่ มาคูณกับจำนวนแคลอรี่ในปริมาณ 1 กรัม ของสารอาหารนั้น ๆ เช่น มันฝรั่งแผ่นจำนวน 20 แผ่น มีปริมาณไขมัน 10 กรัม ให้นำปริมาณ 10 กรัม คูณกับจำนวนแคลอรี่ของไขมันปริมาณ 1 กรัม ซึ่งเท่ากับ 9 กิโลแคลอรี่ จะได้ผลลัพธ์ 90 ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคจะได้รับพลังงานของไขมันจากการรับประทานมันฝรั่งแผ่น 90 กิโลแคลอรี่

การนับแคลอรี่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถคำนวณแคลอรี่หรือปริมาณพลังงานที่ควรได้รับอย่างเหมาะสมตามความต้องการของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือประสบภาวะอ้วน ควรรับประทานอาหารที่ไขมันหรือปรุงแต่งด้วยน้ำตาลหรือแอลกอฮอล์ให้น้อยลง เนื่องจากอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสารอาหารเหล่านี้ในปริมาณสูงจะให้พลังงานมากเกินความต้องการของร่างกาย ส่วนเด็กควรรับประทานอาหาร เพื่อให้ได้รับพลังงานที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสม

วิธีทำให้ได้รับจำนวนแคลอรี่ที่เหมาะสม

ร่างกายของแต่ละคนจะได้รับจำนวนแคลอรี่ที่เหมาะสมเพื่อนำไปใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันแตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขนาดรูปร่าง น้ำหนัก ส่วนสูง และอายุ หากต้องทำกิจกรรมที่เคลื่อนไหวร่างกายมาก ก็ต้องบริโภคอาหารและเครื่องดื่มในปริมาณมากพอกัน เพื่อให้ได้รับพลังงานที่เพียงพอต่อการนำไปใช้เผาผลาญสำหรับทำกิจกรรมดังกล่าว ผู้บริโภคจึงควรจำกัดจำนวนแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวันให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย โดยทั่วไปแล้ว การปรับจำนวนแคลอรี่ที่ได้รับให้เหมาะสมนั้น แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ตามความต้องการของร่างกาย ดังนี้
รักษาน้ำหนักตัว ผู้ที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่อ้วนหรือผอมเกินไปสามารถรักษาน้ำหนักตัวได้ โดยบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่ม รวมทั้งใช้พลังงานทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้เทียบเท่ากับจำนวนแคลอรี่ที่ได้รับมา เพื่อช่วยปรับจำนวนแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับในแต่ละวันให้อยู่ในเกณฑ์สมดุล
เพิ่มน้ำหนัก ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานและต้องการเพิ่มน้ำหนักตัว ควรรับประทานอาหารในปริมาณที่มากกว่าที่เคยบริโภค เพื่อให้ได้จำนวนแคลอรี่ที่มากขึ้น
ลดน้ำหนัก ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน ประสบภาวะอ้วน และต้องการลดน้ำหนักตัวนั้น จำเป็นต้องเคลื่อนไหวร่างกายหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานาน ใช้พลังงานให้มากกว่าปริมาณพลังงานที่ได้รับ เพื่อเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกาย

ทั้งนี้ วิธีปรับจำนวนแคลอรี่ให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายนั้น ทำได้โดยปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

การรับประทานอาหาร ผู้บริโภคควรเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ครบถ้วน ลดความเสี่ยงป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็งบางชนิด โรคเบาหวาน และโรคกระดูกพรุน รวมทั้งช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งนี้ การรับประทานให้ได้ปริมาณที่พอเหมาะนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกาย เนื่องจากผู้ที่ได้รับพลังงานจากการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไป มีความเสี่ยงสูงในการเกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ การรับประทานอาหารเพื่อให้ได้รับจำนวนแคลอรี่ที่เหมาะสมนั้น เบื้องต้นมีแนวทางพร้อมตัวอย่างของอาหารและเครื่องดื่มพอสังเขป ดังนี้
คาร์โบไฮเดรต ควรรับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เช่น ขนมปัง ข้าว มันฝรั่ง อาหารเช้าซีเรียล เส้นก๋วยเตี๋ยว พาสต้า หรือข้าวโอ๊ต ให้ครบทุกมื้ออยู่เสมอ รับประทานธัญพืชอื่น ๆ หรืออาหารที่มีไฟเบอร์สูง รวมทั้งรับประทานอาหารที่ปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือ และไขมันในปริมาณน้อย ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสมนั้น มีดังนี้
ขนมปังแผ่นขนาดกลาง 1 แผ่น
ข้าวที่ต้มแล้ว 2-3 ช้อนโต๊ะ
มันฝรั่งต้มหัวเล็ก 2 หัว
มันฝรั่งอบ (ไม่ปอกเปลือก) ขนาดกลาง 1 หัว
อาหารเช้าซีเรียล 3 ช้อนโต๊ะ
ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี ธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี หรือโฮลเกรน (Wholegrains) ประกอบด้วยรำข้าวซึ่งมีไฟเบอร์ จมูกข้าวซึ่งเป็นสารอาหารของธัญพืชแต่ละอย่าง และเนื้อเยื่อของเมล็ดพืช ธัญพืชที่ผ่านการขัดสีนั้นจะไม่มีไฟเบอร์และสารอาหารหลงเหลืออยู่ ต่างกับธัญพืชไม่ขัดสีที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินบีและกรดโฟลิค กรดไขมันโอเมก้า 3 โปรตีน วิตามินอี สารต้านอนุมูลอิสระ และทองแดง ผู้บริโภคควรรับประทานธัญพืชไม่ขัดสีเป็นประจำ เพื่อช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดี รวมทั้งลดโอกาสเสี่ยงเป็นโรคต่าง ๆ โดยรับประทานธัญพืชดังกล่าวในปริมาณที่เหมาะสม ดังนี้
ข้าวโอ๊ตที่ไม่ผ่านการปรุงอาหาร 1 ช้อนโต๊ะ
โฮลวีตในรูปต่าง ๆ เช่น ขนมปังโฮลวีตหรือซีเรียลโฮลวีต 3 ช้อนโต๊ะ
ข้าวกล้อง 2 ช้อนโต๊ะพูน
ผลิตภัณฑ์เนยนม ควรเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เนยนมที่มีไขมันและน้ำตาลน้อย รวมทั้งเลือกผลิตภัณฑ์เนยนมที่มีแคลเซียมสูง โดยรับประทานในปริมาณ 3 หน่วยบริโภคต่อวัน เพื่อให้ได้รับปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอต่อร่างกาย ปริมาณพลังงานที่ควรได้รับจากผลิตภัณฑ์เนยนม มีดังนี้
นมจืด 200 มิลลิลิตร (1 แก้ว)
ผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วเหลืองเพิ่มแคลเซียม 200 มิลลิลิตร (1 แก้ว)
โยเกิร์ต 125 กรัม (3 ช้อนโต๊ะ)
ชีสชนิดแข็ง 30 กรัม (ขนาดกล่องไม้ขีด)
โปรตีน ควรรับประทานอาหารจำพวกโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ไก่ และถั่วต่าง ๆ โดยเลือกโปรตีนไขมันต่ำ ลอกหนังของเนื้อสัตว์ออกก่อนรับประทาน เลี่ยงรับประทานของทอดและเนื้อสัตว์ที่ผ่านการใช้สารเร่งเนื้อแดง รวมทั้งรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมโปรตีนที่มีไขมันต่ำและน้ำตาลน้อยแทนการรับประทานผลิตภัณฑ์เนยนม เช่น น้ำนมถั่วเหลืองหรือโยเกิร์ต ผู้บริโภคควรรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนจากเนื้อสัตว์และพืชในปริมาณที่เหมาะสม ดังนี้
โปรตีนจากเนื้อสัตว์
เนื้อสัตว์ปรุงสุก (เนื้อวัว หมู แกะ ไก่ หรือไก่งวง) 60-90 กรัม (ขนาดเท่าสำรับไพ่)
เนื้อปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูงที่ปรุงสุกแล้ว (แซลมอน แมคเคอเรล หรือปลาซาร์ดีน) 140 กรัม (ขนาดหนึ่งกำมือ)
ไข่ไก่ 2 ฟอง หรือ 120 กรัม
โปรตีนจากพืช
ถั่วอบ 4 ช้อนโต๊ะ หรือ 150 กรัม
ถั่วเหลือง เต้าหู้ รวมทั้งผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่ทำมาจากถั่วเหลือง 4 ช้อนโต๊ะ หรือ 100 กรัม
ธัญพืชต่าง ๆ 1 ช้อนโต๊ะ หรือ 30 กรัม
ผักและผลไม้ ควรเลือกรับประทานผักผลไม้สดทุกมื้ออาหารเป็นประจำ รวมทั้งรับประทานผักผลไม้ให้หลากหลาย โดยเลือกรับประทานผักและผลไม้ชนิดและสีต่าง ๆ เนื่องจากผักผลไม้แต่ละสีและแต่ละชนิดมีวิตามิน เกลือแร่ และไฟเบอร์ที่จำเป็นต่อร่างกายแตกต่างกันไป อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ ผู้บริโภคควรได้รับพลังงานจากผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม ดังนี้
แอปเปิ้ล ลูกแพร์ ส้ม หรือกล้วย 1 ผล หรือ 80 กรัม
ถั่วลันเตา แครอท ข้าวโพดหวาน และผักต่าง ๆ 3 ช้อนโต๊ะพูน หรือ 80 กรัม
มะเขือเทศขนาดกลาง 1 ลูก หรือ 80 กรัม
น้ำมันและผลิตภัณฑ์สเปรด (Spreads) อื่น ๆ ควรเลือกผลิตภัณฑ์สเปรดไขมันต่ำ โดยรับประทานในปริมาณน้อย ทั้งนี้ อาจเลือกรับประทานน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน หรือน้ำมันพืช เนื่องจากไขมันอิ่มตัวจะเพิ่มไขมันไม่ดี (Low Density Lipoproteins: LDL) ในเลือดให้สูงขึ้น ซึ่งเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ ส่วนน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวน้อยจัดเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว จะช่วยลดไขมันไม่ดีในเลือดให้น้อยลง อีกทั้งยังเพิ่มระดับไขมันดี (High Density Lipoproteins: HDL) ให้กับร่างกาย อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรรับประทานไขมันและผลิตภัณฑ์จากสเปรดในปริมาณที่เหมาะสม ดังนี้
เนยหรือผลิตภัณฑ์หน้าสเปรด 1 ช้อนชา หรือ 5 กรัม
น้ำมัน 1 ช้อนชา หรือ 3 กรัม

การออกกำลังกาย ผู้บริโภคสามารถปรับสมดุลของจำนวนแคลอรี่ที่ได้รับและใช้ออกไปได้ ด้วยการทำกิจกรรมที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งจะช่วยเผาผลาญจำนวนแคลอรี่ตามความหนักของกิจกรรมที่ทำ ผ่านการออกกำลังกาย ดังนี้
ออกกำลังกายแบบแอโรบิค (Aerobic Exercise) การออกกำลังกายลักษณะนี้จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ที่ได้รับจากการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่แล้ว ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคให้ได้สัปดาห์ละ 150 นาที เช่น เดิน ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ โดยออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที และพักระหว่างออกกำลังกายเป็นเวลา 10 นาที ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคให้ได้มากกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ รวมทั้งควบคุมอาหารควบคู่กันไปด้วย กิจกรรมที่จัดเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคประกอบด้วย
เดินเร็ว
ปั่นจักรยาน
ว่ายน้ำ
เล่นเทนนิสแบบเดี่ยวหรือแบบคู่
ตัดหญ้า
ปีนเขา
เล่นสเก็ตบอร์ด หรือเล่นโรลเลอร์สเก็ต
วิ่งเหยาะ ๆ หรือวิ่งเร็ว
กระโดดเชือก
เล่นยิมนาสติก
เล่นกีฬาเป็นกลุ่ม เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล บาสเก็ตบอล เป็นต้น
ออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ (Strength Training) การออกกำลังกายลักษณะนี้จะช่วยเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อและลดน้ำหนักได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีกว่าไขมัน ควรออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 2-3 วัน เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น กล้ามเนื้อขา สะโพก หลัง หน้าท้อง กล้ามเนื้ออก ไหล่ และแขน โดยกิจกรรมที่ช่วยฝึกกล้ามเนื้อประกอบด้วย
ยกน้ำหนัก
บริหารร่างกายด้วยท่าบอดี้เวท
ออกกำลังกายกับอุปกรณ์เสริมที่เพิ่มแรงต้านในการออกแรง
ทำสวนหรือจัดสวน
เล่นโยคะ
เคลื่อนไหวร่างกายเสมอ การเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน โดยสามารถปรับกิจวัตรประจำวันให้เอื้อต่อการเคลื่อนไหวร่างกายได้ ดังนี้
ออกกำลังกายเบา ๆ วันละ 10 นาที
วิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ๆ
เดินเล่นในสวนสาธารณะกับสุนัข
ทำกิจกรรมเข้าจังหวะ หรือเต้นประกอบเพลง
เดินบ่อย ๆ รวมทั้งเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์บ้าง
ทำงานบ้าน เช่น กวาดบ้าน ถูพื้น ล้างจาน หรือซักผ้า
ปั่นจักรยานรอบสวนสาธารณะ

https://www.pobpad.com
สนใจสินค้านี้ สั่งซื้อราคาถูกพิเศษที่>>http://www.vitamin24hr.com
ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท
แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr
หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr
****
วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า ^__^

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

www.True100percent.com โทร 092-6161666, 02-0027539 : LINE: @mox9486f

เวชสำอางค์ ให้คุณช้อปจนจุใจ