http://www.true100percent.com/

http://www.true100percent.com/
สั่งซื้อสินค้าอออนไลน์ ได้ง่ายๆ คลิกเลย^^ www.true100percent.com
atopalm atopiclair Beta-Curve Bio-oil BK MASK burnova cetaphil CG210 COLLA-L creatine activ Dermalis DERMALIS skincare dermatix Dr.Jill DYMABURN Ellgy eucerin EZERRA Gluta Mc Plus HAKUBI C Gel Helionof Himalaya hiruscar LA ROCHE LIPO8 MAXKIN MC PLUS mederma MEDMAKER Meiji Melloderm-HQ Neocell okamoto OMG Physiogel pico Preme SAND-M scagel scaresthetique scargel Smooth-E spectraban TOMEI Vistra vitara berich Zermix กระชับสัดส่วน กระตุ้นภูมิคุ้มกัน กันแดด ครีมบำรุงผิว เคล็ดลับสุขภาพดี เคล็ดลับหน้าขาวใส ช่วยนอนหลับ ที่ตรวจการตกไข่ ที่ตรวจครรภ์ใช้ง่าย ที่ตรวจยาบ้า บำรุงกระดูกและข้อต่อ บำรุงสุขภาพ ปากแห้ง ผมร่วง ผิวขาว ผิวแพ้ง่าย เพิ่มสมรรถภาพชาย มาส์กหน้าใส รักษาฝ้า รักษาสิว ลดน้ำหนัก ลบรอยแผลเป็น ลิปบาล์ม สมุนไพร กลูต้าไทโอน คอลลาเจน ตังถังเช่า ถังเช่า ถุงยางอนามัย ทับทิม เวย์โปรตีน AHA Aloe vera grape seed Urea อุปกรณ์การแพทย์ FOR MEN FOR WOMEN Review COSMETIC Review Vitamin

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561

ลดต้นขาอย่างไรให้ได้ผลและดีต่อสุขภาพ


ลดต้นขาอย่างไรให้ได้ผลและดีต่อสุขภาพ



ไขมันร่างกาย (Body Fat) ถือว่ามีความสำคัญต่อร่างกาย โดยทำหน้าที่สะสมแคลอรี่หรือพลังงานส่วนเกินที่ได้รับมาจากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มไว้ในร่างกาย เพื่อนำออกมาใช้เมื่อรู้สึกหิว อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของระบบเมตาบอลิซึม



การวัดไขมันจะช่วยให้รู้ว่าร่างกายมีปริมาณไขมันมากน้อยเท่าไหร่ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ชายจะมีไขมันในระดับที่จำเป็นต่อร่างกายอยู่ที่ร้อยละ 2-4 ส่วนผู้หญิงมีไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายอยู่ที่ร้อยละ 10-12 หากผู้ชายและผู้หญิงมีไขมันในร่างกายมากกว่าร้อยละ 26 และ 32 ตามลำดับ จะถือว่าอยู่ในภาวะอ้วน ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ชายมีแนวโน้มสะสมไขมันที่หน้าท้อง ส่วนผู้หญิงมักสะสมไขมันส่วนเกินตามต้นขาและก้น โดยไขมันที่สะสมตามต้นขาและก้นอาจไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัด

ไขมันต้นขาสำคัญต่อสุขภาพอย่างไร ?

ผู้ที่มีต้นขาใหญ่เสี่ยงป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้น้อยกว่าผู้ที่มีต้นขาเล็ก งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ทำการศึกษาผู้เข้าร่วมวิจัยที่อยู่ในช่วงอายุ 35-65 ปี จำนวน 2,816 คน โดยวัดองค์ประกอบของร่างกาย ซึ่งรวมไปถึงรอบต้นขา พบว่าผู้ที่มีต้นขาเล็กอาจเสี่ยงป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้สูงกว่า อย่างไรก็ตาม ยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน เพราะไม่ได้ระบุว่าผู้ที่มีต้นขาใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อหรือไขมันสะสม

นอกจากนี้ งานวิจัยอีกชิ้นได้ทำการวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกายของกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุมากกว่า 50 ปี จำนวน 1,604 คน พบว่าผู้หญิงที่มีไขมันหน้าท้องน้อยแต่มีไขมันที่ต้นขาเยอะ จะมีการทำงานของระบบเมตาบอลิซึมที่ดีกว่า รวมทั้งเสี่ยงป่วยเป็นเบาหวานได้น้อยกว่า โดยผลการศึกษาดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมไปถึงกรณีผู้ชายที่มีต้นขาใหญ่ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยต่าง ๆ จำเป็นต้องทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ ยังปรากฏงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำการศึกษาเปรียบเทียบกระบวนการสะสมไขมันและการเกิดโรคทางหัวใจและเมตาบอลิก (Cardiometabolic Diseases) ระหว่างชาวเอเชียใต้และชาวยุโรป พบว่าชาวเอเชียใต้มีไขมันช่องท้องและไขมันชั้นผิวหนังตามต้นขามากกว่าชาวยุโรป แต่มีกล้ามเนื้อต้นขาน้อยกว่า ส่งผลให้เสี่ยงมีปัญหาสุขภาพได้สูง โดยผู้ที่มีไขมันช่องท้องจะเสี่ยงป่วยเป็นเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ ส่วนผู้ที่มีไขมันตามต้นขาจะทำให้ไม่เสี่ยงป่วยเป็นเบาหวาน ในขณะที่ผู้ที่มีกล้ามเนื้อต้นขาจะไม่เสี่ยงป่วยเป็นทั้งเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ จะเห็นได้ว่าการควบคุมหรือลดไขมันในร่างกายให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรง โดยผู้ที่ต้องการลดไขมันและเพิ่มกล้ามเนื้อต้นขาสามารถทำได้ ดังจะกล่าวต่อไป

วิธีรับประทานอาหารเพื่อลดต้นขา

ไขมันส่วนเกินที่สะสมตามร่างกายเกิดจากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มากเกินความจำเป็นในการเผาผลาญของร่างกาย ร่างกายจึงเก็บพลังงานหรือแคลอรี่ที่เหลือจากการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มไว้ในรูปไขมัน การรับประทานอาหารสำหรับลดไขมันในร่างกาย จำเป็นต้องได้รับพลังงานจากการบริโภคสิ่งต่าง ๆ ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งทำได้ ดังนี้
ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ใหญ่ควรได้รับพลังงานจากไขมันร้อยละ 20-30 จากจำนวนแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวัน เช่น ผู้ที่ต้องการพลังงานวันละ 2,000 แคลอรี่ ควรได้รับพลังงานจากไขมันวันละ 44-77 กรัม
เลือกรับประทานอาหารไขมันต่ำ เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการอย่างครบถ้วน โดยอ่านข้อมูลโภชนาการที่ระบุบนฉลากของผลิตภัณฑ์อาหารหรือเครื่องดื่มทุกครั้งก่อนซื้อมารับประทาน
รับประทานอาหารที่มีเส้นใย เช่น ธัญพืชต่าง ๆ ผัก และผลไม้ รวมทั้งเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์เนยนมไขมันต่ำหรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เพื่อควบคุมพลังงาน ระดับไขมัน คอเลสเตอรอล และคาร์โบไฮเดรตให้อยู่ในปริมาณเหมาะสม
รับประทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เนื้อปลา หรือเนื้อไก่ ประมาณวันละ 140-200 กรัม
บริโภคอาหารโปรตีนสูงไขมันต่ำอื่น ๆ เช่น ถั่วต่าง ๆ เต้าหู้ โยเกิร์ต นม หรือชีสไขมันต่ำ รวมทั้งทูน่าที่แช่น้ำ
เลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 เช่น แซมอน น้ำมันปลา ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เต้าหู้ หรือผักใบเขียว เพื่อบำรุงสุขภาพหัวใจ โดยรับประทานสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ลอกหนังเนื้อสัตว์ก่อนรับประทาน
นำซุป น้ำเกรวี่ สตู หรืออาหารที่มีไขมันแช่ช่องแข็ง เพื่อแยกไขมันที่จับตัวอยู่ข้างบนออกก่อนรับประทาน
ปรุงเนื้อสัตว์ด้วยการอบ ปิ้ง หรือย่าง เพื่อให้ไขมันบนเนื้อสัตว์ละลายออกไป ไม่ควรปรุงเนื้อสัตว์ด้วยการทอด
ใช้น้ำสลัดแบบน้ำใสหรือน้ำสลัดไขมันต่ำปรุงสลัดผักแทนการใช้น้ำสลัดแบบข้น หรือเลือกรับประทานอาหารที่ไม่มีไขมัน เช่น น้ำพริกและผักต้ม เป็นต้น

วิธีออกกำลังกายสำหรับลดต้นขา

ควรควบคุมอาหารควบคู่กับการฝึกกล้ามเนื้อที่เน้นท่าบริหารกล้ามเนื้อต้นขาหน้า กล้ามเนื้อต้นขาหลัง และกล้ามเนื้อก้น การสร้างกล้ามเนื้อกลุ่มนี้จะช่วยเพิ่มความทนทานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยต้องอบอุ่นร่างกายประมาณ 5 นาทีก่อนออกกำลังกาย รวมทั้งคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายอีก 5 นาที วิธีออกกำลังกายสำหรับลดต้นขา สามารถทำได้ ดังนี้
การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) การออกกำลังกายชนิดนี้จะช่วยให้หัวใจแข็งแรง เสริมสร้างกล้ามเนื้อสะโพกและกล้ามเนื้อขา และมีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยทำได้ด้วยการวิ่งเร็ว วิ่งเหยาะ ๆ หรือเดินชัน หากออกกำลังกายลักษณะดังกล่าวไม่ได้ อาจปั่นจักรยานอยู่กับที่ด้วยเครื่อง ทั้งนี้ ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 20 นาทีหรือมากกว่านั้น โดยทำกิจกรรมดังกล่าวต่อเนื่องกันอย่างน้อยวันละ 30 นาที หรือประมาณสัปดาห์ละ 150 นาที รวมทั้งหาโอกาสเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ เดินหรือปั่นจักรยานไปในสถานที่ใกล้ ๆ แทนการขับรถ
การออกกำลังแบบเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Strenght Training) การฝึกกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขาจะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวขึ้นชัด สามารถทำกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวร่างกายได้ง่ายขึ้น เผาผลาญพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมไปถึงการเผาผลาญที่มากขึ้นขณะออกกำลังกายและระหว่างที่ไม่ได้ออกกำลังกาย เนื่องจากการฝึกกล้ามเนื้อทำให้ร่างกายมีกล้ามเนื้อมากขึ้น อันส่งผลให้การทำงานของระบบเมตาบอลิซึมสูงขึ้นตามไปด้วย การออกกำลังแบบฝึกกล้ามเนื้อเน้นออกกำลังด้วยจำนวนครั้งที่มากแต่ใช้น้ำหนักของอุปกรณ์ในการฝึกน้อย ซึ่งต่างจากการยกน้ำหนักที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อให้มีขนาดใหญ่ ท่าฝึกกล้ามเนื้อต้นขามีดังนี้
สควอท (Squat) ยืนตรง แยกขากว้างเท่าช่วงไหล่ ปล่อยแขนไว้ข้างลำตัวหรือยื่นแขนออกไปข้างหน้าเพื่อช่วยทรงตัว จากนั้นย่อเข่าพร้อมกับดันสะโพกไปด้านหลัง โดยให้ต้นขาทำมุมขนานกับพื้น ไม่งอหลังและไม่ย่อเข่าจนหัวเข่าเลยปลายเท้า ทำเช่นนี้เซตละ 15-24 ครั้ง จำนวน 2 เซต
ท่าบริหารกล้ามเนื้อต้นขา (Lunges) เตรียมพร้อมในท่ายืนก้าวขาขวาไปข้างหน้าห่างจากขาซ้ายพอประมาณ จากนั้นงอเข่าลงจนขาทั้ง 2 ข้างทำมุมตั้งฉากกับพื้น ทิ้งน้ำหนักลงที่ส้นเท้า หลังตรง แล้วกลับมาอยู่ในท่าเริ่มต้น ทำเช่นนี้เซตละ 15-24 ครั้ง จำนวน 1 เซต แล้วสลับทำอีกข้างในจำนวนครั้งที่เท่ากัน
ท่าสะพาน (Bridges) นอนหงายราบไปบนพื้น ชันเข่าขึ้นมาให้ส้นเท้าชิดกับก้น โดยแยกเท้าให้ห่างเท่ากับความกว้างของช่วงไหล่ จากนั้นยกสะโพกขึ้นมาจนลำตัวเป็นเส้นตรงตลอดแนว พร้อมกับเกร็งท้องและก้นไว้ ไม่ควรให้หัวเข่าหันออกด้านข้าง ทำเช่นนี้เซตละ 15-20 ครั้ง จำนวน 2 เซต

ท่าบริหารต้นขาด้านใน (Lying Abduction) นอนตะแคงข้าง ตั้งศอกและใช้มือรองศีรษะ ขยับขาที่อยู่ข้างล่างไปข้างหน้าแล้วงอประมาณ 45 องศา เพื่อช่วยทรงตัว จากนั้นยกขาข้างที่อยู่ด้านบนขึ้นมาให้ห่างจากขาอีกข้างประมาณ 1 นิ้ว โดยเหยียดขาขนานกับพื้นและชี้ปลายเท้าเป็นแนวตรง ไม่หันปลายเท้าขึ้นข้างบน แล้วค่อย ๆ ลดขาลงโดยไม่ให้แตะขาที่อยู่ด้านล่าง ทำซ้ำประมาณ 10-15 ครั้ง และสลับทำเช่นนี้อีกข้าง

https://www.pobpad.com
สนใจสินค้านี้ สั่งซื้อราคาถูกพิเศษที่>>http://www.vitamin24hr.com
ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท
แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr
หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr
****
วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า ^__^

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

www.True100percent.com โทร 092-6161666, 02-0027539 : LINE: @mox9486f

เวชสำอางค์ ให้คุณช้อปจนจุใจ