http://www.true100percent.com/

http://www.true100percent.com/
สั่งซื้อสินค้าอออนไลน์ ได้ง่ายๆ คลิกเลย^^ www.true100percent.com
atopalm atopiclair Beta-Curve Bio-oil BK MASK burnova cetaphil CG210 COLLA-L creatine activ Dermalis DERMALIS skincare dermatix Dr.Jill DYMABURN Ellgy eucerin EZERRA Gluta Mc Plus HAKUBI C Gel Helionof Himalaya hiruscar LA ROCHE LIPO8 MAXKIN MC PLUS mederma MEDMAKER Meiji Melloderm-HQ Neocell okamoto OMG Physiogel pico Preme SAND-M scagel scaresthetique scargel Smooth-E spectraban TOMEI Vistra vitara berich Zermix กระชับสัดส่วน กระตุ้นภูมิคุ้มกัน กันแดด ครีมบำรุงผิว เคล็ดลับสุขภาพดี เคล็ดลับหน้าขาวใส ช่วยนอนหลับ ที่ตรวจการตกไข่ ที่ตรวจครรภ์ใช้ง่าย ที่ตรวจยาบ้า บำรุงกระดูกและข้อต่อ บำรุงสุขภาพ ปากแห้ง ผมร่วง ผิวขาว ผิวแพ้ง่าย เพิ่มสมรรถภาพชาย มาส์กหน้าใส รักษาฝ้า รักษาสิว ลดน้ำหนัก ลบรอยแผลเป็น ลิปบาล์ม สมุนไพร กลูต้าไทโอน คอลลาเจน ตังถังเช่า ถังเช่า ถุงยางอนามัย ทับทิม เวย์โปรตีน AHA Aloe vera grape seed Urea อุปกรณ์การแพทย์ FOR MEN FOR WOMEN Review COSMETIC Review Vitamin

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561

คอลลาเจน

คอลลาเจน บำรุงผิวใสและรักษาโรคข้อเสื่อมได้ชัวร์หรือไม่ ?

คอลลาเจน คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ตามกระดูก กระดูกอ่อน รวมถึงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายของสัตว์และมนุษย์ ด้วยคุณสมบัติเสริมสร้างความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ทำให้ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมคอลลาเจนจำนวนมาก ทั้งชนิดเม็ดหรือชนิดผงละลายน้ำ โดยต่างกล่าวอ้างสรรพคุณในการบำรุงให้ผิวอ่อนเยาว์ สว่างสดใส มีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก หรือบางครั้งก็โฆษณาสรรพคุณด้านการบรรเทาอาการปวดจากโรคข้อโรคกระดูก ทว่าการใช้คอลลาเจนเสริมในรูปแบบต่าง ๆ นั้นมีประโยชน์จริงหรือ?
คอลลาเจน
รู้จักคอลลาเจนและแหล่งของคอลลาเจน
โปรตีนคอลลาเจนนั้นประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เป็นกรดอะมิโน โดยจะเกิดการผลิตขึ้นเมื่อโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ปลา หรือผลิตภัณฑ์จากนมทั้งหลายที่รับประทานเข้าไปถูกย่อยสลายจนแตกตัว และก่อตัวขึ้นใหม่เป็นโปรตีนในลักษณะอื่น ๆ เช่น โปรตีนที่ช่วยในกระบวนการรักษาแผล ซ่อมแซมกล้ามเนื้อ หรือคอลลาเจนนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ร่างกายจะมีการผลิตคอลลาเจนน้อยลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในช่วงอายุ 20 ปีต้น ๆ ผิวหนังของคนเราจะประกอบด้วยคอลลาเจนประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ แต่จะค่อย ๆ สูญเสียคอลลาเจนเหล่านี้ไปถึงปีละ 1.5 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้การเชื่อมต่อของเนื้อเยื่อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอ่อนแอลง เป็นสาเหตุให้ผิวหนังเหี่ยวย่น มีริ้วรอย ขาดความยืดหยุ่น และบริเวณข้อต่อเริ่มไม่แข็งแรงตามไปด้วย
จริงหรือ? ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนเสริมช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์
ด้วยความต้องการคงไว้ซึ่งความอ่อนเยาว์และเต่งตึงของผิว ทำให้หลายคนเชื่อสรรพคุณที่โฆษณาอาหารเสริมคอลลาเจนต่าง ๆ ระบุว่าร่างกายจะสามารถดูดซึมอาหารเสริมคอลลาเจนในรูปแบบที่ผ่านกระบวนการย่อยบางส่วน (Collagen Hydrolysate) เข้าไปเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหนัง ซึ่งหากว่าตามทฤษฎี อาหารเสริมคอลลาเจนน่าจะช่วยลดการเสื่อมของผิวหนังได้ แต่ในทางปฏิบัติตามผลการทดลองกลับไม่พบผลลัพธ์ที่ยืนยันประสิทธิภาพตามที่โฆษณาผลิตภัณฑ์คอลลาเจนต่าง ๆ กล่าวอ้าง
งานวิจัยในปี 2014 ศึกษาประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์คอลลาเจนชนิดหนึ่งต่อการช่วยชะลอริ้วรอยและฟื้นฟูความเหี่ยวย่นของผิวหนัง ผลลัพธ์ระบุว่าผู้เข้าร่วมทดลองเพียง 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่รับประทานคอลลาเจนดังกล่าวนานกว่า 60 วันแล้วมีริ้วรอยและการเหี่ยวย่นของผิวหนังลดน้อยลง ซึ่งผู้วิจัยยังได้กล่าวแนะนำว่าผลลัพธ์ในทางที่ดีนั้นอาจเป็นผลจากปัจจัยภายนอกชนิดอื่นมากกว่าจะเป็นประโยชน์ของคอลลาเจนที่รับประทานโดยแท้จริง
นอกจากการศึกษาสรรพคุณของอาหารเสริมคอลลาเจนต่อผิวหนังที่มีความคลุมเครือแล้ว องค์กรผิวหนังแห่งประเทศอังกฤษ (British Skin Foundation) ยังออกมายืนกรานว่าการบริโภคคอลลาเจนไม่อาจให้ประโยชน์แก่ผิวหนังแต่อย่างใด
ผู้เชี่ยวชาญจากเว็บไซต์สุขภาพที่มีชื่อเสียงอย่างเน็ตด็อกเตอร์ (Netdoctor) กล่าวสนับสนุนว่าแม้จะมีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้ถึงประโยชน์ของการบริโภคคอลลาเจนต่อการผลิตคอลลาเจนโดยรวมของร่างกายที่เพิ่มขึ้นและการบำรุงสุขภาพผิว แต่ผลลัพธ์นั้นค่อนข้างขึ้นอยู่กับปัจจัยรายบุคคล เพราะแต่ละคนมีโครงสร้างผิวหนังและการเลือกรับประทานอาหารที่แตกต่างหลากหลาย จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าผลลัพธ์ที่ได้เกิดจากการรับประทานคอลลาเจน นอกจากนี้ ยังได้ให้คำแนะนำว่าการใช้อาหารเสริมใดชนิดใดก็ตาม ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นช่วยได้จริงจะต้องใช้ติดต่อนานถึง 2 เดือนจึงจะรู้สึกหรือเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
ครีมบำรุงผิวจากคอลลาเจนลบเลือนริ้วรอยได้จริงหรือ?
ครีมคอลลาเจนที่กล่าวอ้างสรรพคุณฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ของผิวหนังทั้งหลายจะให้ผลลัพธ์ต่อผิวหนังชั้นบนเท่านั้น เช่นเดียวกับมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ชนิดอื่น ๆ ที่มักช่วยลดอัตราการสูญเสียน้ำของผิวหนัง ทำให้ผิวหนังอ่อนนุ่มขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นมอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีคอลลาเจนหรือไม่มีคอลลาเจนต่างก็ไม่มีคุณสมบัติในการซึมผ่านและถูกดูดซึมไปสู่ผิวหนังชั้นลึก ครีมบำรุงผิวใด ๆ จึงไม่มีประสิทธิภาพลดการสูญเสียคอลลาเจนหรือลบเลือนริ้วรอยได้
การฉีดคอลลาเจนช่วยลดรอยเหี่ยวย่นได้อย่างไร
คอลลาเจนนำมาใช้เป็นสารเติมเต็มหรือที่เรียกว่าการฉีดฟิลเลอร์ (Filler) แทนคอลลาเจนส่วนที่สูญเสียไปของผิว โดยการฉีดคอลลาเจนจะช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวหนัง ลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและรอยแผลเป็นบางชนิด ซึ่งผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่นำมาใช้ฉีดอาจนำมาจากเซลล์ของวัวหรือของร่างกายคนเราก็ได้ ทว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยยังไม่อนุญาตให้ใช้ฟิลเลอร์คอลลาเจนได้อย่างถูกกฎหมาย โดยสารเติมเต็มชนิดเดียวที่รับรองให้สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในตอนนี้คือกรดไฮยาลูโรนิก
วิธีคงความอ่อนวัยของผิวอย่างธรรมชาติ
พฤติกรรมและการรับประทานอาหารบางชนิดเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญในการเร่งให้ผิวหนังสูญเสียคอลลาเจน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการเลือกรับประทานอาหาร คือเคล็ดลับคงความอ่อนวัยของผิวที่ปฏิบัติตามได้ง่าย ๆ ดังนี้
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นตัวการ ได้แก่ อาหารที่มีน้ำตาลสูง เพื่อลดกระบวนการไกลเคชัน (Glycation) รวมถึงอาหารปิ้งย่างและอาหารสำเร็จรูปที่ส่งผลให้ระดับอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มสูง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการทำงานและคอลลาเจนในร่างกาย
  • รับประทานอาหารที่อุดมด้วยสารโคเอนไซม์ คิว (Co-Enzyme Q) เช่น ปลาแมคเคอเรล และวิตามินอี เช่น อัลมอนด์ ซึ่งมีคุณสมบัติยับยั้งความเสียหายและการสูญเสียคอลลาเจนที่เกิดจากอนุมูลอิสระ รวมทั้งเพิ่มการได้รับวิตามินซีที่จะช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน โดยพบได้จากผลไม้รสเปรี้ยวชนิดต่าง ๆ  
  • ลดการเผชิญสารต้านอนุมูลอิสระด้วยการหลีกเลี่ยงมลพิษทางสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมี ยาฆ่าแมลง และหมั่นผ่อนคลายจากความเครียด
  • ไม่สูบบุหรี่และเลี่ยงการสูดดมควันจากผู้อื่น เนื่องจากควันบุหรี่มีสารหลายชนิดที่ส่งผลให้คอลลาเจนและอิลาสติน (Elastin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีบทบาทสำคัญต่อความยืดหยุ่นของผิวหนังถูกทำลาย รวมถึงสารนิโคตินที่จะส่งผลให้หลอดเลือดบริเวณผิวหนังชั้นนอกตีบแคบลง เป็นสาเหตุให้ผิวสูญเสียน้ำและเกิดร่องรอยลึก
  • ป้องกันผิวจากแสงแดด รังสียูวีในแสงแดดทำให้ปริมาณคอลลาเจนในผิวหนังลดลง โดยทำให้สลายตัวเร็วขึ้น ทำลายเส้นใยคอลลาเจนหรือเพิ่มการสะสมของเส้นใยอิลาสตินที่ไม่ปกติ นอกจากนี้ ยังเพิ่มเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนอีกด้วย ทางที่ดีจึงควรหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดด รวมถึงแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สามารถปล่อยรังสียูวีออกมา แม้เพียงในระดับต่ำ และควรเลือกใช้ครีมกันแดดหรือเครื่องสำอางที่มี SPF ป้องกันเสมอ
นอกจากนี้ ปัจจัยอื่น ๆ ยังรวมถึงโรคทางระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่อาจเป็นสาเหตุให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากหรือน้อยเกินไป บางโรคอาจลดสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้คอลลาเจนในผิวหนังอ่อนแอลงจนเกิดการสูญเสียคอลลาเจนได้ง่ายกว่าปกติเช่นกัน
คอลลาเจนกับประโยชน์ทางการแพทย์
นอกจากประโยชน์ด้านการบำรุงและชะลอการเสื่อมตัวของผิวหนังที่ได้รับความนิยม ยังมีคอลลาเจนอีกชนิดคือคอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) ซึ่งพบมากในเนื้อเยื่อกระดูกและข้อต่อของร่างกาย ที่เชื่อว่าอาจมีคุณประโยชน์ในการรักษาอาการเจ็บอันเกิดจากโรคเกี่ยวกับกระดูกหรือข้อต่อ อาการเจ็บหลังการผ่าตัด หรืออาการปวดอื่น ๆ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับสรรพคุณด้านนี้ของคอลลาเจนล้วนแต่ยังมีไม่เพียงพอต่อการยืนยันอย่างแน่ชัด
โรคข้อเสื่อม มีการใช้คอลลาเจนชนิดที่ 2 ในการรักษาผู้ป่วยที่เผชิญปัญหาเกี่ยวกับการเสื่อมตัวของข้อกระดูกจากการทบทวนงานวิจัยที่ศึกษาประสิทธิภาพของคอลลาเจนชนิดที่ 2 ผ่านกระบวนการย่อยบางส่วนต่อการรักษาโรคข้อเสื่อมหรือโรคความผิดปกติเกี่ยวกับข้อต่อชนิดอื่น ๆ พบว่าคอลลาเจนชนิดที่ 2 สามารถถูกดูดซึมผ่านลำไส้และไปสะสมในกระดูกอ่อนได้
ทั้งนี้ผู้วิจัยเชื่อว่าเนื่องจากคอลลาเจนชนิดที่ 2 มีกลไกการทำงานที่อาจช่วยให้ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับข้อต่ออย่างโรคข้อเสื่อมมีอาการดีขึ้น โดยช่วยการทำงานของข้อต่อและบรรเทาอาการปวดในทั้งชายและหญิงที่เป็นโรคข้อเสื่อม เข่าเสื่อม และโรคเกี่ยวข้อกระดูกได้อย่างปลอดภัย ซึ่งการศึกษาที่พบนี้ถือว่าเป็นแนวทางที่ดีสำหรับการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต เพื่อจะสรุปว่าคอลลาเจนให้ผลดีในการรักษาโรคนี้จริงหรือไม่ และควรใช้อย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติที่เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มกระดูกข้อต่อที่เชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของสารก่อภูมิต้านทาน (Autoantigen) ภายในข้อต่อ ซึ่งคอลลาเจนชนิดที่ 2 นั้นก็เป็นโปรตีนชนิดหลักในกระดูกอ่อนข้อต่อและสารก่อภูมิต้านทานที่สำคัญ ทำให้มีการศึกษาถึงประโยชน์ในด้านนี้ โดยงานวิจัยเมื่อนานมาแล้วทดลองกับผู้ป่วยที่มีอาการของโรครุนแรง ผลลัพธ์พบว่าผู้ป่วยเกิดอาการบวมและฟกช้ำในข้อต่อลดน้อยลง หลังจากรับประทานคอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นเวลา 3 เดือน ในขณะที่กลุ่มรับประทานยาหลอกที่ไม่เห็นผลลัพธ์ใด ๆ และมีผู้ป่วย 4 คน จากทั้งหมด 60 คนที่มีอาการของโรคทุเลาลงอย่างสมบูรณ์
ต่อมามีงานวิจัยที่ใช้อาสาสมัครร่วมทดลองในจำนวนที่มากขึ้น รวมทั้งหมด 274 คน ที่ป่วยด้วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยถูกแบ่งกลุ่มให้รับประทานคอลลาเจนชนิดที่ 2 ในปริมาณต่าง ๆ กันได้แก่ 20/100/500 หรือ 2500 ไมโครกรัมต่อวัน นาน 24 สัปดาห์ ผลลัพธ์ชี้ว่าการได้รับคอลลาเจนชนิดที่ 2 ในปริมาณ 20 ไมโครกรัม ส่งผลต่อการรักษาที่ดีและไม่พบอาการข้างเคียงจากการใช้แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม อีกงานวิจัยที่ใช้เวลาในการทดลองยาวนานกว่าและให้ผู้ป่วย 60 คนรับประทานคอลลาเจนชนิดที่ 2 ในปริมาณวันละ 0.25 มิลลิกรัม กลับไม่พบผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้น โดยชี้ว่าคอลลาเจนชนิดที่ 2 มีประโยชน์เพียงเล็กน้อยและมีประสิทธิภาพไม่สม่ำเสมอ ด้วยผลการศึกษาที่ยังมีข้อแย้งและข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ นี้ จึงยังไม่อาจยืนยันสรรพคุณการรักษาโรครูมาตอยด์ของคอลลาเจนชนิดที่ 2 ได้
อาการปวดอื่น ๆ มีการกล่าวอ้างประโยชน์ของคอลลาเจนชนิดที่ 2 ว่าช่วยบรรเทาอาการเจ็บแม้แต่ในผู้ที่ไม่ได้มีโรคข้อหรือกระดูก เช่น อาการปวดข้อหลังการผ่าตัด อาการปวดหลังได้รับบาดเจ็บ ปวดหลัง และปวดคอ ดังการทดลองหนึ่งที่ให้สมาชิกชมรมกีฬาในมหาวิทยาลัย 147 คน แบ่งกลุ่มรับประทานเครื่องดื่ม 25 มิลลิลิตร ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนชนิดที่ 2 ปริมาณ 10 กรัม หรือยาหลอกเป็นเวลาต่อเนื่อง 24 สัปดาห์  
หลังสิ้นสุดระยะการทดลอง ปรากฏว่านักกีฬาที่รับประทานเครื่องดื่มผสมคอลลาเจนมีอาการปวดข้อลดน้อยลง ซึ่งเท่ากับว่าคอลลาเจนชนิดที่ 2 นี้อาจมีสรรพคุณส่งเสริมสุขภาพข้อต่อและลดโอกาสเสื่อมของข้อต่อในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอย่างนักกีฬาที่ต้องใช้งานข้อต่ออย่างหนักเป็นประจำ งานวิจัยนี้มีขนาดเล็กและข้อกำจัดการศึกษาบางประการ ทำให้ไม่สามารถยืนยันผลได้อย่างชัดเจน แต่นับว่าเป็นหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจต่อการศึกษาประโยชน์ของคอลลาเจนด้านการบรรเทาอาการเจ็บต่อไป
ความปลอดภัยในการใช้คอลลาเจนชนิดที่ 2
คอลลาเจนชนิดที่ 2 ค่อนข้างมีความปลอดภัยหากใช้รับประทานไม่เกินวันละ 2.5 มิลลิกรัม และไม่นานกว่า 24 สัปดาห์ ส่วนผลข้างเคียงจากการใช้ยังไม่สามารถระบุอย่างชัดเจน แต่เคยมีรายงานว่าผลิตภัณฑ์จากคอลลาเจนชนิดอื่น ๆ เช่น คอลลาเจนจากผิวหนังของลูกวัว (Bovine Collagen) และเจลาติน ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ อย่างไรก็ตาม การใช้คอลลาเจนชนิดที่ 2 มีข้อพึงระวังในกรณีต่อไปนี้
  • การใช้ปริมาณมากอาจมีผลข้างเคียง ได้แก่ คลื่นไส้ ท้องผูก ท้องเสีย แสบร้อนกลางอก ง่วงซึม ปวดศีรษะ และอาการแพ้ที่ผิวหนัง
  • หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรไม่ควรใช้ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือเพียงพอ
  • ผู้ที่มีอาการแพ้ไก่หรือไข่ควรหลีกเลี่ยงการใช้คอลลาเจนชนิดที่ 2 เพราะอาจไปสู่อาการแพ้ได้เช่นเดียวกัน
https://www.pobpad.com
สนใจสินค้านี้ สั่งซื้อราคาถูกพิเศษที่>>http://www.vitamin24hr.com
ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท
แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr
หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr
****
วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า ^__^

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

www.True100percent.com โทร 092-6161666, 02-0027539 : LINE: @mox9486f

เวชสำอางค์ ให้คุณช้อปจนจุใจ